นานาสัตว์ในสำนวนไทย ๒

          ถึงจะทักทายสวัสดีปีใหม่ล่าช้าไปบ้าง ต้องขออภัย อักษราขอสวัสดีปีใหม่ชาวกรมประชาสัมพันธ์แฟนๆ คอลัมน์พูดไทยเขียนไทยทุกๆ คน ขอให้สุขกายสบายใจกันโดยทั่วหน้า เริ่มต้นปีใหม่อักษราขอพาสัตว์ใหญ่มาทักทายกันซะเลย ใช่แล้ว “ช้าง” สัตว์ที่มีบุญคุณและมีประโยชน์กับชาติไทยมาแต่โบราณ ช้างปรากฏตัวอยู่ในสำนวนไทยหลายสำนวน เช่น ขี่ช้างจับตั๊กแตน เลี้ยงช้างกินขี้ช้าง ดูช้างให้ดูหน้าหนาว ดูสาวให้ดูหน้าร้อน ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวปิด ฆ่าช้างเอางา ฯลฯ ลองอ่านกันไปทีละสำนวนเชื่อว่าคงให้มุมมองแง่คิดกับชาวกรมประชาสัมพันธ์ได้ไม่น้อย

01-2551_clip_image002

                ช้าง ในสำนวน “ขี่ช้างจับตั๊กแตน” มองเห็นความแตกต่างระหว่างช้างกับตั๊กแตนได้ชัดเจน ตั๊กแตนเป็นแมลงตัวเล็กจับยาก ถ้าจะจับต้องใช้สวิงขนาดเล็กผูกกับไม้ปลายยาว ไล่ครอบจึงจะจับได้ ถ้าใช้มือไม่มีทางที่จะจับได้ เพราะตั๊กแตนบินไปได้ไกลๆ และรวดเร็วมาก ส่วนช้างเป็นสัตว์ตัวใหญ่เทียบไม่ได้กับแมลงอย่างตั๊กแตน และถ้าเราต้องขี่ช้างไปจับตั๊กแตน จะสมควรแล้วหรือ เป็นเรื่องที่ต้องลงทุนลงแรงกันถึงขนาดนั้นเชียวหรือ สำนวนขี่ช้างจับตั๊กแตนจึงหมายความถึงสิ่งที่เราทำใหญ่โตเกินความจำเป็นหรือเกินกว่าเหตุ ใช้เปรียบเทียบเพื่อชี้ให้เห็นว่า การลงทุนอย่างมหาศาลเพื่อทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ใหญ่โต แต่ไดผลประโยชน์หรือผลตอบแทนพียงนิดเดียวนั้น ไม่คุ้มค่า ไมสมควรที่จะทำ

                ช้าง ในสำนวนต่อมา คือ สำนวนว่า “เลี้ยงช้างกินขี้ช้าง” มีที่มาจาก คนเลี้ยงช้างของหลวงในสมัยโบราณที่เรียกว่า ตะพุ่น คือ คนเกี่ยวหญ้ามาให้ช้างกิน โดยเมื่อเกี่ยวหญ้าแล้วก็จะนำมาวางกองไว้ห่างๆ ไม่ให้ช้างเอางวงตวัดหญ้ากินเองได้ เมื่อช้างหิวก็ส่งเสียงร้องและฟวดงวงไปมา คนที่เดินผ่านมาก็เกิดความสงสัยถามว่าทำไมถึงไม่เอาหญ้าให้ช้างกิน คนเลี้ยงก็ตอบว่าถ้าอยากให้ช้างกินหญ้าก็ช่วยซื้อหญ้าให้ช้างกินหน่อยเถอะ ด้วยความสงสารคนที่เห็นดังนั้นก็เลยต้องซื้อหญ้าให้ช้างกิน คนเลี้ยงช้างก็เลยได้เงินค่าหญ้าไปฟรีๆ สำนวนเลี้ยงช้างกินขี้ช้างจึงหมายถึง หาประโยชน์จากงานที่ตนเองทำอยู่ ใช้เปรียบเทียบคนที่ทำงานชนิดใดแล้วพลอยมีส่วนได้ประโยชน์จากงานนั้น แต่เป็นประโยชน์ที่ไม่ถูกต้องไม่บริสุทธิ์

                อีกสำนวนหนึ่งที่มี ช้าง ปรากฏอยู่ คือ สำนวนว่า “ดูช้างให้ดูหน้าหนาว ดูสาวให้ดูหน้าร้อน” ชาวกรมประชาสัมพันธ์ที่เคยสงสัย คงได้หายสงสัยกันเสียที คนโบราณให้ดูช้างหน้าหนาวก็เพราะว่า หน้าหนาวเป็นเวลาที่ช้างตกมัน จะเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นดุร้ายอาละวาดคนที่เลี้ยงช้างเป็นเจ้าของช้างก็จะรู้ว่าช้างตัวไหนมีพละกำลังมากในการชักลากซุง ส่วนในหน้าร้อน หญิงสาวมักแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าน้อยชิ้น ทำให้เห็นรูปร่างสัดส่วนผิวพรรณที่สวยงาม ชายหนุ่มจึงชอบดูหญิงสาวในหน้าร้อนนี่เอง สำนวนนี้เป็นคำกล่าวแนะนำให้สังเกตลักษณะของช้างและหญิงสาวที่เป็นไปตามธรรมชาติและสภาวะอากาศ

01-2551_clip_image006

                สำนวนนี้ก็เป็นอีกสำนวนหนึ่งที่เปรียบเทียบสิ่งใหญ่กับสิ่งเล็ก สำนวนว่า “ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวมาปิด” ช้างนั้นตัวใหญ่มากเมื่อเทียบกับใบบัว ใบบัวจะปิดช้างทั้งตัวได้อย่างไร เช่นเดียวกับความชั่วที่พยายามกลบเกลื่อนปกปิด ไม่สามารถปิดมิด ความจริงย่อมปรากฏออกมาไม่วันใดก็วันหนึ่ง สำนวนนี้ใช้เปรียบเทียบกับคนที่ไม่ยอมสารภาพรับผิด พยายามกลบเกลื่อนปิดบัง

                ปิดท้ายสำนวนไทยที่เกี่ยวกับช้างสำนวนนี้ คือ “ฆ่าช้างเอางา” ช้างเป็นสัตว์ที่มีคุณประโยชน์มาก ทั้งลากซุง ทั้งเป็นยานพาหนะ ช้างไม่ได้มีประโยชน์ด้านแรงงานเท่านั้น แต่ช้างยังเป็นสัตว์ที่มีความสวยงามโดยเฉพาะงา เชื่อกันว่างาช้างเป็ของมงคล ทำให้คนอยากไดไว้ครอบครอง แต่การจะได้งาช้างนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยต้องล้มช้าง (ฆ่าช้าง) เสียก่อนจึงจะเอางามาได้ เป็นการทำลายสิ่งใหญ่โต (คือช้างทั้งตัว) เพื่อแลกกับสิ่งเล็กน้อย (คือ งาเพียงคู่เดียว) โดยไม่คำนึงว่าสมควรหรือไม่ สำนวนนี้ใช้เตือนสติให้เห็นถึงความสำคัญของสิ่งที่จะได้มา โดยต้องทำลายสิ่งที่มีค่ามากมายไป เป็นการแลกเปลี่ยนที่ไม่คุ้มค่า
                สัตว์ชนิดไหนที่จะมาปรากฏตัวในสำนวนไทยกันอีก ชาวกรมประชาสัมพันธ์ต้องติดตาม คอลัมน์พูดไทยเขียนไทยฉบับหน้า

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
thainews.prd.go.th

สำนวนไทย:หมวด ส

ก.ย.-7-2009 By marita

หมวด ส

สอนจระเข้ว่ายน้ำ
         หมายถึงการชี้ทางหรือสอนให้คนที่เป็นอยู่แล้วให้เก่งหรือชำนาญขึ้นไปอีก แต่มักมุ่งหมายโดยเฉพาะถึงการสอน หรือแนะนำคนชั่วประพฤติไม่ดีส่วนมาก
 
สอนหนังสือสังฆราช 
          สำนวนนี้ แตกต่างกับการสอนจระเข้ให้ว่ายน้ำ เพราะหมายถึงการสอนผู้ที่มีความรู้ดีเป็นเยี่ยมอยู่แล้ว โดยที่ไม่รู้ว่าคนผู้นั้นรู้หรือชำนาญดีกว่าตนเสียอีก ความหมายใกล้เคียงกับสำนวนที่ว่า “เอามะพร้าวห้าวไปขายสวน”
 
สัญชาติสุนัข อดขี้ไม่ได้
          สำนวนนี้ ใช้เป็นคำเปรียบเปรยถึงคนที่ประพฤติชั่ว ถึงจะเอามาอบรมเลี้ยงดูดีอย่างไร ก็อดประพฤติเช่นเดิมไม่ได้ เปรียบได้กับสุนัขส่วนมากซึ่งชอบกินขี้อยู่เสมอ แต่สมัยนี้เราไม่ค่อยจะได้เห็นดังว่า ก็เพราะส้วมถ่ายอุจาระของเราสมัยนี้มิดชิดไม่ค่อยเรี่ยราดเหมือนสมัยก่อน
 
สมภารกินไก่วัด
          เป็นสำนวนเปรียบเทียบที่มุ่งหมายโดยเฉพาะ ถึงผู้ชายที่มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าหรือผู้บังคับบัญชาที่มีหน้าที่ปกครองดูแลหญิงสาวหลาย ๆ คนภายในบ้านหรือภายในวงงาน แล้วก็ถือโอกาสเกี้ยวพาเอาหญิงสาวเหล่านั้น มาเป็นเครื่องเล่นของตนเสียโดยไม่เหมาะสม อีกทางหนึ่งอาจหมายถึงผู้มีอำนาจในการปกครอง ซึ่งชอบหาเศษหาเลยจากการ “คอรัปชั่น” ในหน้าที่ของตนเองก็ได้
  
สร้างวิมานในอากาศ
          หมายถึง การสร้างความฝันว่าตนเองจะต้องได้เป็นใหญ่หรือ มีเงินทองมั่งมีขึ้นแล้วจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ให้สมกับที่มีเงิน โดยที่ความใฝ่ฝันนั้นยังไม่แน่ว่าจะได้รับสมจริงหรือเปล่า
 
สาดน้ำรดกัน
          เป็นสำนวนที่หมายถึงการทะเลาะทุ่มเถียงด่าทอโต้ตอบกันไปมา ยังไม่ถึงขั้นที่ลงมือใช้อาวุธซึ่งเท่ากับว่า เอาน้ำมาสาดรดกันให้ต่างคนต่างเปียกด้วยกันทั้งสองข้าง
   
สาวไส้ให้กากิน
         หมายถึง การที่เอาความลับหรือเรื่องไม่ดีของตนเองหรือของพี่น้องของตนไปเปิดเผยให้คนอื่นฟัง โดยไม่ได้ประโยชน์อะไรแก่ตนเองเลย
   
สิบเบี้ยใกล้มือ
          หมายความว่า อะไรที่ควรจะได้และอยู่ใกล้หรือเป็นสิ่งที่คว้าได้ง่าย ก็ควรจะคว้าไว้ก่อนดีกว่าที่จะมองข้ามไป เพราะเห็นว่าเป็นของเล็กน้อยและไม่มุ่งเอาของใหญ่ข้างหน้า โดยที่ยังมองไม่เห็นเค้าเลย
  
สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ
          หมายความว่า เรื่องที่เล่าจากปากคนมาก ๆ ก็อย่าเพิ่งไปเชื่อถือทีเดียวนัก ต้องเห็นด้วยตาเองเสียก่อนและถ้าจะให้แน่จริง ๆ แล้ว ก็ต้องได้อยู่กับเหตุการณ์นั้นด้วย หรือเรียกว่าได้สัมผัสด้วยมือของตนเองจริงๆ จึงจะเป็นของแน่นอน
  
สิบคนเข้าไม่เท่าคนหนึ่งออก
          สำนวนนี้ หมายถึงคนในครอบครัวเรากับคนภายนอกบ้าน คือคนที่อยู่กับเราภายในบ้านนั้นย่อมมีความสัมพันธ์และคุ้นเคยรู้อกรู้ใจกันมากับเราเป็นอย่างดี หรือเปรียบได้กับคนที่ทำงาน อยู่ในบังคับบัญชาของเรามานาน ๆ ย่อมจะมีความชำนาญในหน้าที่ต่าง ๆ เป็นอย่างดีเมื่อมีคนต้องออกไปแล้ว จะหาคนมาอยู่ใหม่ แทนกี่สิบคนก็คงสู้คนเก่าที่ออกไปไม่ได้
   
สิบพ่อค้าไม่เท่าพระยาเลี้ยง
          สำนวนนี้ เนื่องจากว่าคนไทยในสมัยก่อน ๆ ถือว่า การเป็นพ่อค้าหรืออาชีพค้าขายนั้น สู้รับราชการขุนนางหรือข้าราชการไม่ได้ เพราะเหตุที่คนไทยในสมัยก่อนยังไม่มีความชำนาญในทางค้าขายดีพอ เมื่อไปทำมาค้าขายเข้า ก็มักประสบกับการขาดทุนมากกว่ากำไรสู้เป็นขุนนางหรือเป็นข้าราชการไม่ได้ เพราะพระเจ้าแผ่นดินหรือรัฐบาลชุบเลี้ยงให้มีเงินเดือน ซึ่งเท่ากับว่ามีแต่ทางได้ไม่มีทางขาดทุน
   
สิบรู้ไม่เท่าชำนาญ
          หมายความว่า ความรู้ต่าง ๆ ที่ร่ำเรียนมาทางหนังสือนั้น ถึงจะเรียนมามากเพียงไรก็สู้ความชำนาญที่ได้จากการปฏิบัติหรือประสบการณ์ด้วยตนเองมาก ๆ ไม่ได้ เรียกว่า เรียนรู้แต่ภาคทฤษฎี แต่พอลงมือปฏิบัติเข้าจริง ๆ แล้วกลับไม่ค่อยได้เรื่อง สู้คนที่เขาเรียนปฏิบัติจากของจริงมาก่อนไม่ได้
  
สีซอให้ควายฟัง
          เป็นสำนวนเปรียบเปรยถึงคนโง่เง่าหรือปัญญาทึบ ซึ่งแม้เราจะพร่ำสอนพร่ำบอกอย่างไรก็ไม่ได้เรื่อง หรือเปรียบได้กับคนที่ไม่ยอมเชื่อฟังคำสั่งสอน หรือคำแนะนำชี้แจงของผู้ที่รู้ทำให้ผู้อุตส่าห์แนะนำต้องเปล่าประโยชน์ หรือเสียเวลาในการไปคอยชี้แนะนำ
 
สี่ตีนยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง

          สำนวนนี้ มักจะใช้กันมาก เพราะเป็นสำนวนสุภาษิตที่เตือนใจให้คนเราอย่าทระนงหรือประมาท ไม่ว่าจะมีความรู้หรือปัญญาฉลาดปราดเปรื่องสักแค่ไหนถ้าประมานก็มีวันพลาดท่าเสียทีเขาลงได้ เพราะอุปมาเอาว่า “สี่ตีนยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง” เราผู้เป็นคนธรรมดาสามัญหรือมีความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ยิ่งจะมีทางพลาดพลั้งลงได้ง่าย โดยมีสำนวนต่อท้ายว่า “สองตีนโด่เด่ คงจะเซลงมาบ้าง”
  
สุกหัวกินหัว สุกหางกินหาง
          สำนวนนี้ มีความหมายทำนองเดียวกับ “สิบเบี้ยใกล้มือ” คือ ได้สิ่งไหนก่อนหรือง่ายก็ควรคว้าเข้าไว้ ไม่ควรรีรอเลือกมากเกินไป อาจจะชวดหรือไม่ได้เลยก็ได้ เปรียบกับปิ้งปลาเป็นอาหาร คือเห็นว่า สุกหัวกินหัว สุกหางกินหาง ไม่ต้องรอให้ปลาสุกทั้งตัวจะช้าการไป
  
สุรา นารี พาชี กีฬาบัตร
          สำนวนนี้เป็นคำพังเพยที่ระบุถึงอบายมุขทั้ง ๔ คือ สุรา(เหล้า) นารี(ผู้หญิง : มักเจาะจงถึงผู้หญิงคนเที่ยว) พาชี(ม้าแข่ง) กีฬาบัตร(การพนันจำพวกไพ่ เช่น ไพ่ป๊อก ไพ่ตอง) ว่าเป็นเหตุแห่งความฉิบหายของผู้ชายเราถ้าใครลงไปมั่วสุมเข้า หรืออีกทางหนึ่งหมายถึง คนที่เป็นนักเลงถึงพร้อม ๔ อย่าง หรือเกือบทุกอย่างซึ่งเรียกว่าเป็นนักเลงเต็มตัว แต่ไปในทางไม่ดีนัก
 
เส้นผมบังภูเขา
          หมายความว่า เป็นเรื่องที่ทำให้ต้องเสียเวลาคิดค้นหรือแก้ไขเกือบตาย แต่แท้จริงแล้วเป็นเรืองที่มีปัญหาอยู่นิดเดียว ซึ่งมองข้ามไป เลยทำให้เป็นเรื่องใหญ่หรืออีกทางหนึ่ง หมายความว่าเอาเรื่องเล็กน้อยมาบังหน้าเสีย เพื่อหลอกให้อีกฝ่ายเข้าใจเขวไป จนเลยไม่ทันคิดว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ที่เสียการ
   
เสี้ยมเขาควายให้ชนกัน
          หมายความว่า ยุยงให้เขาเกิดวิวาทบาดหมางกันแบบ “ยุให้รำ ตำให้รั่ว” (คำว่า “เสี้ยม”แปลว่า ลับ หรือทำให้เขาควายแหลมคมขึ้น เพื่อจะให้เข้าไปขวิดกัน)
  
ใส่ตะกร้าล้างน้ำ
          สำนวนนี้ เป็นคำเปรียบเปรยถึงการทำให้คนที่มีมลทิน หรือมีเรื่องเสียมาก่อนให้กลับเป็นคนดีหรือเป็นคนใหม่ที่บริสุทธิ์ขึ้นมา เปรียบเหมือนเอาปลาที่เหม็นคาว หรือมีกลิ่นมาใส่เกลือแช่สักพัก แล้วเอาใส่ตะกร้าล้างน้ำโดยวิธีจุ่มสงขึ้นหลาย ๆ หนเพื่อให้หมดกลิ่น สำนวนนี้มักใช้กับหญิงที่เสียความบริสุทธิ์ไปแล้วหรือมีราคี แล้วเอาชุบอบรมทำให้เป็นหญิงบริสุทธิ์คนใหม่เสีย
  
ไส้เป็นหนอน
          หมายถึง ญาติพี่น้องหรือคนในบ้านของตนเองไม่ซื่อสัตย์คิดร้ายหรือทรยศ ทำให้ตนต้องได้รับความเดือดร้อนและเสียหาย สำนวนนี้บางทีก็พูดว่า “หนอนบ่อนไส้”  โบราณมักเอาคำว่า “ไส้” มาเปรียบกับตัวเรา ญาติพี่น้องวงศ์วาร หรือความลับภายใน, เรื่องส่วนตัว ฯลฯ เป็นส่วนมาก เช่น “ไส้กี่ขด ๆ”(หมายถึงความลับภายในหรือเรื่องส่วนตัว) สาวไส้ให้กากิน, ไส้เป็นน้ำเหลือง ฯลฯ

ขอขอบคุณข้อมูล
salanluck.awardspace.com

สำนวนไทย : หมวด ย

ก.ค.-28-2009 By marita

หมวด ย

ยื่นแก้วให้วานร 
          หมายถึง เอาของมีค่าหรือของดีไปให้กับคนที่ไม่รู้จักค่าของของนั้น ทำให้เปล่าประโยชน์ความหมายอย่างเดียวกับ “ไก่กับพลอย”

ยกเมฆ
         สำนวนคำพังเพยคำนี้เป็นคำที่สร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในการกล่าวถากถาง เยาะเย้ยโดยตรง จะมีสำนวนที่คล้ายๆ กันอยู่อีกสำนวนหนึ่งคือ “ดั้นเมฆ” เพียงแต่หมายถึงการเดาส่ง ไม่ใช่พูดส่งๆ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้คำนิยามไว้ว่า คือ “การเดาเอา นึกคาดเอาเอง หรือกุเรื่องขึ้น” ที่มาของสำนวนยกเมฆนี้มาจากความเชื่อในลางบอกเหตุที่ปรากฏในก้อนเมฆบนท้องฟ้า ซึ่งผู้ที่ใช้วิธีนี้มากที่สุดคือพวกหมอดู ที่จะใช้วิธียกเมฆในการทำนาย

ย่างสามขุม
         สำนวนคำพังเพยคำนี้โบราณนำกิริยาของนักมวยเข้ามาเปรียบเทียบ ให้เห็นลักษณะของกิริยาที่เดินเป็นก้าวเป็นจังหวะยักเยื้องเป็นสามเส้า หรือ สามท่า อย่างคนฟันดาบหรือนักมวยในสังเวียน ความหมายของ “ย่างสามขุม” ก็คือ เดินจ้องเขม็งเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อเข้าใส่ นั่นแหละ

ยาหม้อใหญ่
         คำพังเพยสำนวนนี้ใช้ยาสมุนไพรเข้ามาเปรียบเทียบ ซึ่งถือว่าเป็นคำพังเพยโบราณที่มีความหมายออกไปทางคำนามประกอบคุณศัพท์ คือ หม้อ และใหญ่ ความหมายของพังเพยคำนี้คือ น่าเบื่อหน่าย น่าเอือมระอา ไม่น่ายินดี เพราะยาหม้อใหญ่นั้นจะมีตัวยาสมุนไพรจำนวนมาก และจะมีทั้งความขมและขื่น ไม่พึงประสงค์จะปรุงกินง่ายๆ

ยกตนข่มท่าน
         คำพังเพยสำนวนนี้ถือว่าเป็นนามธรรม เพราะจะเป็นเรื่องของคำพูด ทำนองยกย่องตัวเอง ข่มขู่ผู้อื่น พูดทับถมผู้อื่น เพื่อแสดงให้เห็นว่าตัวเองมีความเหนือกว่า กิริยาอย่างนี้โบราณสอนไว้ว่า ถ้ามีอยู่ในผู้ใดก็จะไม่มีใครเขามาร่วมสังฆกรรมเสวนาด้วย

ยื่นหมูยื่นแมว
         สำนวนคำพังเพยคำนี้โบราณประสงค์จะกล่าวให้เป็นการยืนยันว่าจะทำหรือไม่ทำ นำเอาหมูกับแมวมาเปรียบเป็นอุปมาซึ่งคุณค่าอาจแตกต่างกัน แต่เมื่อเป็นประสงค์ของทั้งสองฝ่าย ก้เอามาแลกกันได้ โดยทั้งสองฝ่ายต่างได้รับในสิ่งที่ต้องการในเวลาเดียวกัน

ยุ่งเหมือนยุงตีกัน
         สำนวนนี้โบราณมองธรรมชาติของสัตว์เอามาสร้างเป็นอุปมาเปรียบเทียบ ยุงนั้นจะมีจำนวนมากจนเรียกว่า บินว่อนไปหมด เมื่อเวลายุงเกิดอารมณ์โกรธจะเข้าตีกันก็จะเห็นว่ามันชุลมุนวุ่นวาย ใช้เปรียบเปรยเป็นการว่ากล่าวโดยเฉพาะ เป็นสำนวนของผู้ใหญ่หรือผู้อาวุโสใช้กัน ความหมายก็คือ มัน ยุ่งเหยิงสับสนปนเปกันจนดไม่ได้

ยืมจมูกคนอื่นหายใจ
         โบราณใช้สำนวนคำพังเพยนี้สั่งสอนคนว่า เกิดเป็นคนจะต้องทำทุกอย่างด้วยตนเอง จึงจะประสบผลสำเร็จได้ การอาศัยไหว้วานผู้อื่นให้ทำให้ ไม่สะดวกเหมือนลงมือทำด้วยตนเอง มีบางสำนวนกล่าวว่า “พึ่งจมูกคนอื่นหายใจ” หรือ “เอาจมูกคนอื่นมาหายใจ” มันไม่คล่องเหมือนหายใจด้วยตัวเอง

ย้อมแมวขาย
         โบราณถือง่าแมวคือเพื่อนที่ซื่อสัตย์ชนิดหนึ่งของมนุษย์ เพราะแมวนั้นอยู่ใกล้ชิดมนุษย์ที่สุด จึงเอาแมวยกเป็นมาเป็นอุทธาหรณ์ว่า การที่ตกแต่งของไม่ดี โดยมีเจตนาให้ผู้อื่นเชื่อว่าดีอย่างนี้ เหมือนจับแมวมาย้อมขน ให้ได้สีตามโฉลกเพื่อจะขายได้ราคาแพง เป็นเรื่องหลอกลวงโบราณไม่เชื่อถือ

ยกตัวขึ้นเหนือลม 
          ปัดความผิดให้พ้นตัว ยกตนเหนือคนอื่น

ยกภูเขาออกจาอก 
          โล่งอก หมดวิตกกังวล

ยกหางตนเอง 
          ยกตนเองว่าดีว่าเก่ง

ยิ้มด้วยปาก ถากด้วยตา 
          เยาะเย้ยด้วยกิริยาท่าทาง

ยืนกระต่ายสามขา 
          พูดยืนยันอยู่คำเดียวไม่เปลี่ยนแปลง

ยื่นแก้วให้วานร 
          ให้ของมีค่าแก่คนที่ไม่รู้คุณค่า

ยื่นหมูยื่นแมว 
          แลกของกันโดยต่างฝ่ายส่งยื่นและรับในเวลาเดียวกัน

ยุให้รำตำให้รั่ว 
          ยุให้แตกหรือผิดใจกัน

ขอขอบคุณที่มาจาก
9bkk.com 
elearning.spu.ac.th
salanluck.awardspace.com

สำนวนไทย:หมวด ม

ก.ค.-21-2009 By marita

หมวด ม

มะกอกสามตะกร้าปาไม่ถูก
          สำนวนนี้หมายถึงคนที่พูดเก่ง หรือตลบแตลงเก่ง พูดกลับกลอกได้รอบตัว หรือพูดจนจับคำไม่ทัน เป็นที่ไม่น่าเชื่อถือและไว้ใจ เปรียบเหมือนกับว่าเป็นคนหลบหลีกได้คล่อง ถึงจะเอามะกอกใส่เต็มตะกร้า ๓ – ๔ ตะกร้ามาขว้างปาก็ไม่ถูก ทำนองเดียวกับที่ว่า “จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน”

มะนาวกลมกลี้ยง บ่มีคนกลึง  
          สำนวนนี้ มักใช้ควบคู่กับ “หนามแหลม บ่มีคนเสี่ยม มะนาวกลมเกลี้ยง บ่มีคนกลึง” หรือบางทีก็พูดว่า “หนามแหลมไม่มีคนเสี้ยม มะนาวกลมเกลี้ยงไม่มีคนกลึง” แปลว่า คนที่มีสติปัญญาหรือมีความสามารถเก่งกาจนั้น อาจเป็นผู้ที่ไม่ต้องมีใครสอนเลยก็ได้ โดยเกิดขึ้นเองในตัว หรือหมายถึง คนที่มีตระกูลดีหรือบรรพบุรุษดีมาแล้ว ตนเองก็ย่อมจะมีแววดีติดตามมาด้วย โดยไม่ต้องมีใครสอน

มะพร้าวห้าวมาขายสวน 
          สำนวนนี้ เป็นคำเปรียบเปรยคนที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือโง่เขลา เช่น เอาอะไรมาแสดงอวดกับคนที่เขารู้ดีอยู่แล้ว หรือเรียกว่าทำไปโดยไม่คิดว่าเขาจะรู้ดีกว่าตน เปรียบเหมือนเอามะพร้าวห้าวหรือมะพร้าวแก่ไปขายกับชาวสวนที่มีมะพร้าวอยู่แล้ว ความหมายอย่างเดียวกับคำว่า “ห้าแต้ม”

มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ 
          เป็นสำนวนที่หมายถึง คนที่ไม่ช่วยเขาทำงานแล้ว ยังไปทำตัวให้เป็นที่กีดขวางเกะกะแก่งานของเขาอีกด้วย เพราะเมื่อเอาเท้าหรือตีนไปราน้ำเวลานั่งเรือที่เขาพายอยู่ด้วยนั้น ก็ย่อมจะทำให้เท้าไปต้านน้ำไว้ ทำให้เรือแล่นช้าลงอีก

ไม่ได้ด้วยเลห์เอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์ เอาด้วยคาถา
          เป็นสำนวนที่หมายความว่า ทำด้วยวิธีหนึ่งไม่สำเร็จ ก็พยายามจะทำอีกวิธีหนึ่ง หรือหาวิธีอื่น ๆ ที่คิดว่าจะทำให้ได้มาทำ เป็นความหมายในทำนองที่ว่า เป็นการใช้อุบายเพื่อเอาชนะอีกฝ่ายหนึ่งให้ได้

ไม่พ้นชวด ฉลู ขาล เถาะ
          สำนวนนี้ เราอาจจะไม่คอยได้ยินในสมัยนี้นัก เพราะเป็นสำนวนเก่าแก่ของคนในสมัยก่อน ๆ ใช้พูดกัน มีความหมายว่า “ไปไม่รอด”หรือไปไม่ได้ตลอด หรือไปให้ไกลแสนไกลแค่ไหนก็จะต้องหมุนเวียนกลับมาอีก เปรียบเหมือนปี ๑๒ นักกษัตร ที่หมุนเวียนอยู่เรื่อยไปภายใน ชวด ฉลู ถึง กุล สำนวนนี้มักใช้ประชดคนที่ทำใจแข็งโดยไม่สมเหตุผล 

ไม่มีมูลฝอยหมาไม่ขี้
          หมายความว่า อะไรก็ตามที่เกิดขึ้น มักจะต้องมีเหตุหรือมีเค้ามูลมาก่อน ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ

 ไม่รู้จักเสือ เอาเรือเข้ามาจอด ไม่รู้จักมอดเอาไม้เข้ามาแหย่
          ทั้งสองสำนวนนี้ แปลว่า การทำอะไรที่แสดงความเซ่อเขลาของตนโดยไม่พิจารณาเสียก่อนมักมุ่งหมายไปในทำนองที่ว่า ไปต่อสู้หรือแข่งขันกับคนที่เขาชำนาญกว่าหรือเก่งกว่า โดยไม่รู้ว่าเป็นใคร เช่นหลงไปเล่นการพนันกับนักพนันที่เก่งและชำนาญเข้าโดยไม่รู้จัก เปรียบได้กับเอาเรือเข้าไปจอดในป่าที่มีเสือดุ ๆ หรือเอาไม้เข้าไปแหย่ให้มอดกัดกินเล่นสบาย

ไม่เห็นน้ำตัดกระบอก ไม่เห็นกระรอกโก่งหน้าไม้
          หมายถึง การด่วนทำอะไรล่วงหน้าไปก่อน โดยที่ยังไม่รู้ว่า การณ์ข้างหน้าจะมีหวังแน่นอนหรือเปล่า เพราะไม่มีเค้าว่าจะปรากฏภายหน้าให้เห็นเลยเรียกว่า เป็นการคาดคะเนล่วงหน้าไว้ก่อน แล้วก็รีบจัดเตรียมไว้ โดยถ้าหากผิดคาดไปก็เสียเปล่า

ไม้ซีกงัดไม้ซุง 
          สำนวนนี้ หมายถึง คนผู้น้อยหรือผู้มีฐานะต่ำไปคัดค้าน หรือไปก่อความกับผู้มีอำนาจสูงกว่า หรือมีฐานะดีกว่า ก็ย่อมจะเป็นผู้แพ้หรือทำไม่สำเร็จ มีแต่จะได้รับอันตรายอีกด้วย เพราะไม้ซีกเล็กกว่าไม้ซุง เมื่อเอาไปงัดไม้ซุงจะให้พลิกขึ้น ก็รังแต่ไม้ซีกจะหักเปล่า
 
ไม้ล้มจึงข้าม คนล้มอย่าข้าม
          ความหมายของสำนวนนี้ อธิบายไว้แล้วใน “คนล้มอย่าข้าม”

ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก  
          อบรมสั่งสอนให้เด็กประพฤติดีได้ง่ายกว่า อบรมสั่งสอนผู้ใหญ่

ม้วนเสื่อ 
          เสียการพนันหมดตัว เลิกกิจการ

มะนาวไม่มีน้ำ 
          พูดไม่มีเยื่อใย

มัดมือชก 
          บังคับหรือใช้วิธีใดๆให้อีกฝ่ายหนึ่งตกอยู่ในอำนาจ แล้วจัดการตามใจ

มันเทศขึ้นโต๊ะ 
          ของเลวแต่เอาไปไว้ในที่สูงเกินไป

มากหน้าหลายตา 
          มากมาย

มากหมอมากความ 
          มากคนมากเรื่อง

มารคอหอย 
          ขัดผลประโยชน์ที่ผู้อื่นควรจะได้

มารหัวขน 
          ลูกที่อยู่ในท้อง แต่ไม่ปรากฎว่าใครเป็นพ่อ

มาสำเภาเดียวกัน 
          พวกเดียวกัน

มาเหนือเมฆ 
          ชั้นเชิงสูง

ม้าดีดกระโหลก 
          กิริยากระโดกกระเดก ไม่เรียบร้อย

มีภาษีกว่า 
          ได้เปรียบ

มีเส้น 
          มีเจ้านายคอยช่วยเหลือ

มีหน้าทีตา 
          มีคนนับถือ

มีอันจะกิน 
          ค่อนข้างมีเงินทอง

มีอายุ 
          ย่างเข้าวัยชรา

มืดแปดด้าน 
          ไม่รู้เรื่อง

มืดฟ้ามัวดิน 
          มากมายนับไม่ถ้วน

มือซุกหีบ 
          เอาตัวเองไปเกี่ยวข้องแบกรับภาระทั้งที่ไม่ใช่เรื่องของตน

มือที่สาม 
          ผู้สอดเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

มือสะอาด 
          มีความประพฤติดี

มือห่างตีนห่าง 
          สุรุ่ยสุร่าย

มืออ่อนตีนอ่อน 
          อาการหมดแรงเพราะตกใจ

เมาดิบ 
          ทำอาการเหมือนคนเมา แต่ไม่เมา

เมื่อเอยก็เมื่อนั้น 
          ชักช้า อืดอาด

แม่ม่ายไร้ทาน 
          แม่ม่ายขัดสน

ไม่กี่นน้ำ 
          ไม่ช้า ไม่นาน

ไม่เข้าใครออกใคร 
          ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ไม่เข้ายา 
          ไม่ได้เรื่อง

ไม่ชอบมาพากล 
          ไม่น่าไว้ใจ

ไม่เชิง 
          ไม่เป็นอย่างใดอย่างหนึ่

ไม่ใช่ขี้ไก่ 
          ไม่เลว มีอะไรดีเหมือนกัน

ไม่ดูดำดูดี 
          เลิกเกี่ยวข้องด้วย

ไม่ดูตาม้าตาเรือ 
          ไม่พิจารณาให้ดี

ไม่ได้ศัพท์ 
          ไม่ได้เรื่อง ไม่ได้ความ

ไม่ได้สิบ 
          งงจนคิดอะไรไม่ออก

ไม่ตายก็คางเหลือง 
          ไม่ตายก็เจ็บหนัก

ไม่เต็มบาท 
          บ้าๆ บอๆ

ไม่เต็มหุน 
          สติไม่ดี

ไม่ถูกโรคกัน 
          เข้ากันไม่ได้

ไม่พูดพร่ำทำเพลง 
          ไม่รอช้า ทันทีทันใด

ไม่มีปี่มีกลอง 
          ไม่มีเค้า

ไม่รู้จักหัวนอนปลายตีน 
          ไม่รู้พื้นเพ ความเป็นมา

ไม่เหลือบ่ากว่าแรง 
          ไม่เกินความสามารถ

ไม่เออออห่อหมก 
          ไม่ตกลงด้วย

ไม้ใกล้ฝั่ง 
          แก่ใกล้จะตาย

ไม้งามกระรอกเจาะ 
          หญิงสวยมักไม่บริสุทธิ์

ไม้นอกกอ 
          คนที่ทำตัวนอกแบบแผน

ไม้เบื่อไม้เมา 
          ขัดกันตลอดเวลา

ไม้ป่าเดียวกัน 
          พวกเดียวกัน

ไม้ร่มนกจับ 
          ผู้มีวาสนาย่อมมีคนพึ่งพา

ไม้หลักปักเลน 
          โลเล ไม่แน่นอน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
student.nkw.ac.th
skr.ac.th
awardspace.com

สำนวนไทย:หมวด ผ

มิ.ย.-9-2009 By marita

หมวด ผ

-ผงเข้าตาตนเอง
          โดยหลักธรรมดาที่ว่า ผงเข้าตาผู้อื่น เขาวานให้เราเขี่ยผงออก เราย่อมจะทำได้ แต่ถึงคราวที่ผงเข้าตาเราเองเข้าบ้าง เราย่อมไม่มีปัญญาเขี่ยออกได้แน่ ก็ต้องวานคนอื่นเขาเขี่ยบ้างเปรียบได้ว่า ปัญหาของคนอื่นเราแก้ให้เขาได้แต่ถึงคราวเราเกิดมีปัญหาลับคับอกขึ้นมาบ้าง เราเองกลับแก้ไม่ตก
   
-แผ่นดินไม่ไร้เท่าใบพุทรา
           หมายความว่า แผ่นดินนี้ไม่ใช่จะมีแต่ผู้หญิงหรือผู้ชายคนเดียวเท่านั้นเป็นเชิงสอนมิให้คนเราคิดลุ่มหลงรักใคร่จนเกินไปนัก

-ผู้ดีเดินตรอง ขี้ครอกเดินถนน
          สำนวนนี้มีความหมายที่ขยายความตรงข้ามกันทั้งสิ้น ผู้ดีคือผู้ที่เพียงพร้อมด้วยคุณสมบัติถูกยกย่องให้มีหน้าตาอยู่ในสังคมชั้นสูง ส่วนขี้ครอกนั้นก็คือ ขี้ข้าซึ่งถือว่าเป็นคนชั้นต่ำ ผู้ดีเดินตรอกขี้ครอกเดินถนนก็คือ คนดีสู้คนเลวไม่ได้ต้องหลบจากถนนไปเดินในตรอกแคบๆ เช่น “คนดีชอบถ่อมตน คนชั่วชอบอวดตน หรือคนฉลาดชอบอวดโง่ คนโง่ชอบอวดฉลาด” ก็ได้-ผู้ดีแปดสาแหรก
         โบราณให้คำอธิบายคำว่าผู้ดี (แปดสาแหรก) ไว้ว่า ผู้ที่สืบทอดต้นวงศ์สกุลของสายบิดา (ปู่ย่า 4 ชั้น) สายมารดา (ตายาย 4 ชั้น) เป็นการสืบทอดที่ถือว่ามากันหลายช่วงอายุคนที่แสดงท่าผู้ดีแปดสาแหรกคือ คนที่แสดงอาการกรีดกรายเอาอย่างผู้ดี (ทั้งๆ ที่เป็นขี้ข้า)

 

-ผีซ้ำด้ำพลอย
         โบราณอธิบายคำในสำนวนนี้ว่า ด้ำ คือผีเรือน ส่วนผีนั้นคือผีธรรมดาทั่วไปที่เรียกกันว่า พวกสัมภเวสี ความหมายของสำนวนนี้หมายถึงว่า เมื่อพลาดพลั้งไปแล้ว (เหมือนถูกผีกระทำเอา) ก็ยังมาถูกพวกเดียวกันซ้ำเติมอีก (เหมือนโดนผีเรือนซ้ำเข้าไปอีก) นั่นเอง

-ผัวหาบเมียคอน
         โบราณนำชีวิตของผัวเมียที่มีความขยันขันแข็งมาเป็นสำนวนคำพังเพยเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจของคน ซึ่งขออธิบายความเพิ่มเติมเพื่อความเข้าใจสักเล็กน้อย “หาบ” คือการที่ใช้ไม้คานสอดกับหูกระบุงหรือตะกร้า หรือกระจาด สองข้างใช้บ่าหาบไป “คอน” คือการใช้ไม้ หรือไม้คานสอดหูกระจาด กระบุง หรือตะกร้า เพียงใบเดียวพาดบ่า บางสำนวนใช้คำว่า “ชายหาบ หญิงคอน” หรืออาจจะเป็น “ผัวหาบ เมียกระเดียด (ใช้กระจาดค้ำที่สะเอวด้วยมือข้างใดข้างหนึ่ง) อย่างละครร้องเรื่อง “มะเทิ่ง เม้ยเจิง” ก็ได้ ในที่นี้โบราณหมายความว่า ช่วยกันทำมาหากินทั้งผัวทั้งเมีย

-ผัดวันประกันพรุ่ง
         โบราณนำคำว่า “ผัดวัน” ที่มหายถึงการขอเลื่อนเวลา หรือเลื่อนวัน “ประกันพรุ่ง” คือการรับว่าพรุ่งนี้จะสำเร็จ (ซึ่งบางทีก็ไม่เสร็จ) มาเป็นคำบอกถึงเรื่องของคนที่พูดจาไม่อยู่กับร่องกับรอย เจรจาให้หมดไปวันๆ หรือพูดแบบขอไปที ว่าเป็นคนผัดวันประกันพรุ่ง คือชอบเลื่อนเวลาออกไปครั้งแล้ว ครั้งเล่าจนน่าเบื่อ และทำให้หมดความเชื่อถือในคำพูด

-ผักชีโรยหน้า
         โบราณนำวิธีจัดอาหารมาเป็นเครื่องสอนใจคน คือเอา “ผักชี” ซึ่งเป็นผักใช้สำหรับโรยหน้าแต่งสีสันให้อาหารน่ากิน (บางชนิดมีกลิ่นหอม) มาใช้พูดถึงการกระทำของคนที่ชอบทำงานแบบเร่งรัดให้เสร็จๆ ให้เห็นเพียงฉาบฉวย หรือการทำดีพอเอาหน้าเท่านั้น

- ผ้าขี้ริ้วห่อทอง
       คนมั่งมีแต่งตัวซอมซ่อ   

-ผงเข้าตาตนเองเอาออกลำบาก
       บางเรื่องรู้ก็ทำไม่ได้ เช่นคนรู้กฎหมาย เวลาเป็นควาามยังต้องจ้างทนาย เหมือนผงเข้าตาต้องให้คนอื่นช่วยเอาออก

-ผีบ้านไม่ดี ผีป่าก็เข้า
           คนภายในเลวย่อมชักจูงให้คนภายนอกเข้ามากวน

-ผู้ดีว่าขี้ข้าพลอย
         นายว่ากล่าวกัน ตัวเป็นผู้น้อยพลอยว่าด่าบ้าง

-ผิดฝาผิดตัว                
         ให้คนไม่เหมาะสมกับสิ่งที่จะทำ

-ผิดพ้องหมองใจ          
    โกรธเคือง

-ผ้าขี้ริ้วห่อทอง           
     คนมั่งมีแต่ทำตนซอมซ่อ

-ผลพลอยได้
    ได้รับในสิ่งที่นอกเหนือจากที่หวังไว้

-ผ่อนหนักเป็นเบา
      ลดความรุนแรง

-ผักต้มขนมยำ
        ผสมผเสปนเปกันยุ่ง

-ผิดเป็นครู
       ผิดแล้วจำไว้จะได้ไม่ทำอีก

-ผิดฝาผิดตัว
      ไม่เข้าชุดกัน

-ผิดพ้องหมองใจ
      โกรธเคือง

-ผิดสำแดง
    กินอาหารแสลง

-ผิดหูผิดตา
     ผิดสังเกต

-ผินหลังให้
     ไม่สนใจ

-ผ้าเหลืองร้อน
     อยากสึก

-ผีเข้าผีออก
     เดี๋ยวร้ายเดี๋ยวดี

-ผีถึงป่าช้า
      ต้องยอมทำด้วยความจำใจ

-ผีไม่มีศาล
      ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง

-ผู้ชายพายเรือ
       ผู้ชายทั่วไป

-ผู้หญิงยิงเรือ
         ผู้หญิงทั่วไป

-แผ่นดินกลบหน้า
      ตาย

-แผ่นดินไม่ไร้เท่าใบพุทรา
      สิ่งที่ต้องการมักมีอยู่เสมอ

-แผ่นดินเท่าใบพุทรา
      ไม่มีแผ่นดินอยู่

-แผ่สองสลึง
      อาการนอนหงายมือตีนเหยียด

- แผลเก่า
       ความเจ็บช้ำที่ฝังใจไม่รู้ลืม

ขอบคุณที่มาข้อมูล
9bkk.com
salanluck.awardspace.com
skr.ac.th

sema.go.th
student.nkw.ac.th

สำนวนไทย:หมวด ต

เม.ย.-10-2009 By marita

สำนวนไทย
หมวด ต

ตกกระไดพลอยโจน
สำนวนนี้ทางหนึ่งหมายถึง ว่ากันว่าการทำอะไรที่บังเอิญเกิดผิดพลาดขึ้น โดยไม่มีทางหลีกเลี่ยง หรือทำไปได้ครึ่งแล้ว ก็จำต้องทำมันต่อไปให้เสร็จสิ้นเสียเลยเรียกว่า  “พลอยโจน” อีกทางหนึ่ง คงจะหมายถึงการพลอยผสมโรงหรือพลอยตามไปด้วยกับเขา ทำนองเดียวกับที่ว่า เห็นคนอื่นตกกระได ตนเองก็เลยพลอยโจนตามโดยไม่มีทางหลีกเลี่ยง แต่อีกทางหนึ่ง อาจหมายความได้ว่าการกระทำอะไรบังเอิญผิดพลาด คือ “ตกกระได”ก็เลยใช้วิธีกระโจนลงไปเสีย เพื่อไปตั้งหลักเอาใหม่ดีกว่าปล่อยให้ตกกลิ้งลงไป

ติเรือทั้งโกลน
เป็นสำนวนหมายความว่า ชิงติงานที่เขาเริ่มทำใหม่ ๆ เสียก่อน ยังไม่ทันได้เห็นผลงานของเขาหรือเรียกว่า มีปากก็ติพล่อย ๆ โดยไม่รู้ว่า ฝีมือเขาจะเป็นยังไง “โกลน” ในสำนวนนี้หมายถึง ซุง ทั้งต้นที่เขาเอามาเกลาหรือถากตั้งเป็นรูปขึ้นก่อนเพื่อจะต่อเป็นเรือขุด โกลนในชั้นแรกจึงดูไม่ค่อยเป็นรูปร่างดี ต่อเมื่อโกลนดีแล้ว จึงตบแต่งค่อยเป็นค่อยไปจนเป็นรูปเรือ

ตีงูให้กากิน
หมายถึง การลงทุนลงแรงทำอะไรขึ้นอย่างโดยไม่ได้เกิดประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น เปรียบเหมือนตีงูซึ่งต้องใช้ความกล้าหรือกำลังเล่นงานงู แต่ครั้นพองูตายแล้วก็เอามาทำประโยชน์อะไรไม่ได้ ต้องทิ้งหรือปล่อยให้กามาจิกกินเอาตามสบาย กา หรือ อีกา ในสมัยก่อนได้เห็นกันมาก จึงมักจะเอามาผูกเป็นสำนวนพังเพยอยู่ด้วยเสมอ เช่น “กาหน้าดำ เขาจำหน้าได้”  “กาคาบพริก” หรือ “สาวไส้ให้กากิน” เป็นต้น

ตีวัวกระทบคราด
เป็นสำนวนหมายถึง การแสร้งทำหรือแสร้งพูด เพื่อให้กระทบกระเทือนไปถึงอีกฝ่ายหนึ่ง การเอาวัวกับคราดมาเปรียบ ก็เพราะคราดซึ่งใช้เป็นเครื่องมือกวาดลานฟางหรือหญ้าในนานั้นผูกเป็นคันยาวใช้วัวลากและคราดจะเป็นฝ่ายกระตุ้นให้วัวทำงานลากคราดไป ซึ่งผลงานคงจะอยู่ที่คราดเป็นตัวกวาด เมื่อคราดไม่ทำงานก็เลยใช้วิธีตีวัวให้ลากคราด เป็นทำนองว่า “ตีวัวกระทบคราด” วัวเลยกลายเป็นแพะรับบาปเพราะคราด ความหมายคล้ายกับว่า เราทำอะไรคนหนึ่งไม่ได้ เช่น โกรธเขาแต่กลับไปเล่นงานสัตว์เลี้ยงหรือคนใกล้ชิดของเขา เป็นการตอบแทน

ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ
สำนวนนี้ โบราณมักใช้พูดกันมาก หมายถึงการกระทำอะไรสักอย่างที่ไม่เหมาะสมหรือได้สมดุลกัน หรือใช้จ่ายทรัพย์ลงทุนไปในทางที่ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย เช่นลงทุนเล็กน้อยเพื่อทำงานใหญ่ซึ่งต้องใช้เงินมาก ๆ ย่อมไม่อาจสำเร็จได้ง่าย ต้องสูญทุนไปเปล่า ๆ เปรียบเหมือนตำน้ำพริกเพียงครกเดียว เอาไปละลายในแม่น้ำกว้างใหญ่ เมื่อละลายไปก็จะสูญหายไปหมดสิ้นไปทำให้แม่น้ำเกิดอะไรผิดปกติขึ้น เสียน้ำพริกไปเปล่า ๆ

ต้นไม้ตายเพราะลูก
สำนวนนี้เอามาเปรียบได้กับ พ่อแม่ที่ต้องเสียเพราะลูก เช่นรักลูกมากจนยอมเสียสละชีวิต หรือทรัพย์สินเพื่อลูก ตามที่ว่า “ต้นไม้ตายเพราะลูก” ก็โดยที่ว่าต้นไม้บางชนิด เมื่อมีลูกหรือมีดอกผลมักจะตาย หรือโค่นเพราะคนมาเก็บ หรือเมื่อออกดอกผลแล้ว เหี่ยวเฉาตายไปเองก็มี

s071


ตักน้ำใส่กะโหลก ชะโงกดูเงา

สำนวนนี้เป็นคำเปรียบเปรย หรือเป็นเชิงเตือนสติคนที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง หรือคนที่ทะเยอทะยานทำตนเสมอกับคนที่สูงกว่า ให้รู้จักยั้งคิดว่าฐานะของตนเองเป็นอย่างไรเสียก่อน จึงค่อยคิดทำเทียมหน้าเขา ความหมายทำนองเดียวกับที่ว่า  “ส่องกระจกดูเงาของตัวเองเสียก่อน” สำนวนนี้ ผู้หญิงสูงศักดิ์มักจะใช้เป็นคำเปรียบเปรยเย้ยหยันผู้ชายที่มีฐานะต่ำต้อยกว่า

เตี้ยอุ้มค่อม

เป็นสำนวนที่หมายถึง คนที่มีฐานะยากจนอยู่แล้ว ยังอุตส่าห์ไปช่วยคนที่ยากจนกว่าตนเข้าอีก เท่ากับ “เตี้ยอุ้มค่อม” คือ ยิ่งทำให้ตัวเองแย่ลงไปอีก หรือจะเปรียบได้อีกทางหนึ่งว่าคนที่ทำงานหรือทำอะไรเป็นภาระใหญ่มากมายเกินสติกำลังของตน ซึ่งไม่แน่ว่าจะทำไปได้ตลอดหรือไม่

ตัวเป็นขี้ข้า อย่าให้ผ้าเหม็นสาบ
สำนวนนี้เป็นสุภาษิตเก่าแก่ ที่สอนให้คนเราประพฤติชอบแต่ในทางที่ดีไม่ให้ประพฤติตนไปในทางเสื่อมเสีย แม้จะมีฐานะยากจน เป็นคนใช้หรือลูกจ้างเขาก็ตามแต่ ก็ต้องรักษาความดีความซื่อสัตย์ รวมทั้งความสะอาดกายไปในตัวด้วย อย่าปล่อยตัวเองให้ตกเป็นทาสของความชั่ว

ตัวตายดีกว่าชาติตาย
สำนวนนี้เป็นสำนวนปลุกใจที่สืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนแล้ว มีความหมายไปในทางให้คนเรารักประเทศชาติหรือบ้านเมืองของตนเองให้มั่น เมื่อยามมีศัตรูมารุกรานบ้าเมืองก็พร้อมที่จะพลีชีวิตร่วมกันต่อสู้เพื่อป้องกันประเทศ โดยยอมให้ตนเองตายดีกว่าชาติหรือประเทศต้องถูกทำลายลง

ตักน้ำรดหัวตอ

สำนวนนี้ โบราณใช้เป็นคำเปรียบเทียบถึงการที่เราจะตักเตือน หรือสั่งสอนใครสักคนหนึ่งแต่คนนั้นไม่ยอมรับ หรือไม่เชื่อฟังคำเรา เปรียบได้กับการที่เราเฝ้าหมั่นรดน้ำหัวตอของต้นไม้ เพื่อหวังจะให้งอกงามขึ้นมาได้ ความหมายอย่างเดียวกับสำนวนพังเพยที่ว่า “ตักน้ำรดหัวสากล” และ “สีซอให้ควายฟัง”

ตาบอดได้แว่น
สำนวนนี้ประโยคควบคู่อยู่ด้วยอีกสองประโยคคือ  “หัวล้านได้หวี นิ้วด้วนได้แหวน” มีความหมายอย่างเดียวกัน คือหมายถึง การได้ในสิ่งที่มีประโยชน์แก่ตนเองเลยแม้แต่น้อย เพราะคนศรีษะล้านย่อมไม่มีผมจะหวี และคนตาบอดถึงจะใส่แว่นก็มองไม่เห็นเพราะแว่นไม่ช่วยให้คนตาบอดกลับเห็นได้

ตีตนไปก่อนไข้
สำนวนคำพังเพยนี้หมายถึง การได้ข่าวหรือได้แต่เพียงรู้ว่า จะมีอะไรที่ไม่ดี หรือข่าวร้ายเกิดขึ้นกับตัว โดยที่ยังไม่เป็นที่แน่นอนว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ แต่ก็ชิงแสดงอาการทุกข์ร้อนหวาดกลัว หรือวิตกกังวลไปเสียก่อนแล้ว ทำให้หมดกำลังใจหรือกำลังความคิดที่จะคิดป้องกันไว้ก่อน เรียกว่าไข้ยังไม่ทันมาถึงเลย ตัวเองก็ชิงเป็นไข้เสียก่อน เพราะความกระวนกระวายหรือตกใจนั่นเอง

ตีงูให้หลังหัก
คำพังเพยสำนวนนี้ เป็นคำเตือนสติให้เราได้รับรู้ว่า เมื่อจะทำอะไรก็ต้องตัดสินใจทำโดยเด็ดขาดหรือจริงจังลงไป อย่าทำครึ่ง ๆ กลาง ๆ มิฉะนั้นผลร้ายจะเกิดขึ้นได้ภายหลัง เปรียบได้กับการที่จะตีหรือกำจัดงูพิษ เราก็ต้องตีให้ตาย หรือให้ถึงขนาดหลังหักไปเลย มันจะได้สิ้นฤทธิ์กลับมาทำร้ายเราไม่ได้

เต่าใหญ่ไข่กลบ
เป็นสำนวนที่หมายความว่า การทำอะไรที่เป็นพิรุธแล้วพยายามจะกลบเกลื่อนไม่ให้คนอื่นรู้ สำนวนนี้เอาเต่ามาเป็นคำเปรียบเทียบก็เพราะธรรมชาติของเต่าใหญ่ เช่น เต่าตนุเวลาจะวางไข่ ก็คลานขึ้นมาบนหาดทราย แล้วคุ้ยทรายให้เป็นหลุมเพื่อไข่ พอไข่เสร็จก็คุ้ยทรายกลบไข่เสีย เพื่อซ่อนไข่ของตนให้พ้นจากศัตรู หรือคนลักไปทำลาย

ตกเป็นเบี้ยล่าง : ตกเป็นรอง
ตบตา : ลวงให้เข้าใจผิด
ตบหัวลูบหลัง : ทำหรือพูดให้กระทบกระเทือนใน ในตอนแรก แล้วปลอบใจตอนหลัง
ต่อปาก ต่อคำ : เถียงกันไม่จบสิ้น
ต้นร้าย ปลายดี : ตอนแรกไม่ดี ไปดีเอาตอนหลัง
ตัวเป็นเกลียว : ขยันทำงาน
ตาร้อน : อิจฉาริษยา
ตกนรกทั้งเป็น : ลำบากแสนสาหัส

ขอบคุณที่มารูปภาพ
siamtower.com
ขอบคุณที่มาข้อมูล
salanluck.awardspace.com
pasathai01.exteen.com

สำนวนไทย:หมวด ก

ก.พ.-20-2009 By marita
  • สำนวน สุภาษิต คำพังเพย
    หมวด ก 
  • กรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี 
              สำนวนคำพังเพยประโยคนี้เป็นสำนวนเก่า ซึ่งอาจจะมีมาจากครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยาก็ได้เพราะปรากฏมีหลักฐานในเสภาขุนช้างขุนแผน ตอนเถรกวาดแก้แค้นพลายชุมพลตอนหนึ่งด้วยว่า ” คนดีไม่สิ้นอยุธยา ” สำนวนนี้เป็นความหมาย ี้อธิบายอยู่ในตัวแล้ว ” คนดี ” ก็คือคนเก่งหรือผู้มีความสามารถในทางต่อสู้และความคิดอยู่พร้อม  อย่าชะล่าใจนักจักเสียที.
  • กลิ้งครกขึ้นภูเขา
              สำนวนนี้ มักจะพูดกันว่า ”เข็นครกขึ้นภูเขา ”  กันส่วนมาก แต่แท้จริง ” ครก ” ต้องทำกริยา ” กลิ้ง ” ขึ้นไปจึงจะถูก กล่าวคำว่า ” เข็น ” แปลว่า เรื่องที่กำลังจะทำหรือจะทำให้สำเร็จบรรลุผลนั้น ยากลำบากแสนเข็ญมิใช่ของที่ทำได้ง่ายนักเปรียบได้กับ การกลิ้งครกขึ้นภูเขาไปสู่ยอดเขา
  • กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
              แปลว่าหมดหนทางที่จะทำหรือไม่รู้จะทำอย่างไรดีหรือ เป็นการทำให้ตัดสินใจไม่ถูก เพราะจะไม่ทำลงไปก็ไม่ดี ทำลงไปก็ไม่ดีเป็นการยากที่จะตัดสินใจทำลงไปได้ง่าย เหมือนก้างปลาหรือเศษอาหารอะไรอย่างหนึ่ง เข้าไปติดอยู่กลางลำคอกลืนก็ไม่เข้าคายก็ไม่ออก.

16

  • กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้
              สำนวนพังเพยนี้ มาจากการคั่วถั่วกับงาในกระทะเดียวกัน ถั่วเป็นของสุกช้างาสุกเร็วมัวรอไห้ถั่วสุก งาก็ไหม้เสียก่อน สำนวนนี้หมายถึงการทำอะไรสองอย่างพร้อมกันหรือทำอะไรสักอย่างที่ไม่รอบคอบ มัวคิดแต่จะได้ทางหนึ่งต้องเสียทางหนึ่งในความหมายอีกแง่ก็แปลว่าการทำอะไรมัวรีรออยู่ ไม่รีบลงมือทำเสียแต่แรกครั้นพอลงมือจะทำ ก็ไม่ทันการเสียแล้วเพราะคนอื่นเขาเอาไปทำเสียก่อน.
  • กำขี้ดีกว่ากำตด 
              ความหมายว่า ได้ในสิ่งที่เห็นหรือเป็นของได้แน่ ดีกว่าคิดอยากได้ในสิ่งหรือของที่ไม่เห็นเหมือนไม่มีตัวตน การกินการอยู่ใครไม่สู้พ่อ การพายการถ่อพ่อไม่สู้ใคร : สำนวนนี้อธิบายความหมายอยู่ในตัวแล้วแสดงว่า เรื่องกินแล้วเก่งจนไม่มีใครสู้แต่ถ้าเรื่องงานแล้วยอมแพ้ ซึ่งแปลว่าขี้เกียจนั้นเอง.
  • กินที่ลับไข่ที่แจ้ง
              สำนวนนี้ มีความหมายไปในทำนองที่ว่า ทำอะไรไว้ในที่ลับแล้วอดปากไว้ไม่ได้เอามาเปิดเผย ให้คนทั้งหลายรู้เพื่อจะอวดว่าตนกล้าหรือสามารถทำอย่างนั้นได้โดยไม่กลัวใครผิดกฎหมาย อะไรทำนองนั้นหรือไม่กลัว
  • กินน้ำใต้ศอก
              หมายไปในทางที่ว่าถึงจะได้อะไรสักอย่างก็ไม่เทียมหน้าหรือไม่เสมอหน้าเขา เช่นหญิงที่ได้สามี แต่ต้องตกไปอยู่ในตำแหน่งเมียน้อย   ก็เรียกว่า “กินน้ำใต้ศอกเขา” ที่มาของสำนวนนี้ คนในสมัยก่อนอธิบายว่า คนหนึ่งเอาสองมือกอบน้ำมากิน มากิน อีกคนหนึ่งรอหิวไม่ไหวเลยเอาปากเข้าไปรองน้ำที่ไหลลงมาข้อศอก ของคนกอบน้ำกินนั้นเพราะรอหิวไม่ทันใจ.
  • กินบนเรือน ขี้รดบนหลังคา
              แปลว่าคนที่เนรคุณคนเปรียบได้กับคนที่อาศัยพักพิงบ้านเขาอยู่แล้ว คิดทำมิด ีมิชอบให้เกิดขึ้นภายในบ้านนั้น ทำให้เจ้าของบ้านที่ให้อาศัยต้องเดือดร้อนคนโบราณเอาลักษณะของแมวที่ไม่ดี คือกินแล้วไม่ขี้ให้เป็นที่กลับขึ้นไปขี้บนหลังคาให้เป็นที่สกปรกเลอะเทอะเพราะคนสมัยก่อนต้องการให้หลังคาสะอาดเพื่อรองน้ำฝนไว้กิน
    จึงเอาแมวชั่วนี้ มาเปรียบเทียบกับคนชั่วที่ไม่รู้จักบุญคุณคน.
  • กินปูนร้อนท้อง
              สำนวนนี้มาจากตุ๊กแก ว่ากันว่า ตุ๊กแกที่กินปูน (ปูนแดงที่กินกับหมากพลู )มักจะทำอาการกระวนกระวาย ส่งเสียงร้องแกร็กๆ เหมือนอาการร้อนท้องหรือปวดท้อง
    จึงนำเอามาเปรียบกันคนที่ทำพิรุธหรือทำอะไรไว้ไม่อยากให้ใครรู้แต่เผอิญมีใครไปแคะได้ หรือเรียบเคียงเข้าหน่อยทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้เจตนาเจาะจงแต่ตัวเอง ก็แสดงอาการเป็นเชิงเดือดร้อนออกมาให้เขารู้ สำนวนนี้มักพูดกันว่า  “  ตุ๊กแกกินปูนร้อนท้อง  “.
  • กินน้ำเห็นปลิง
              แปลว่า สิ่งใดที่ต้องการ ถ้าสิ่งนั้นมีสิ่งที่น่ารังเกียจ หรือไม่บริสุทธิ์ก็ทำให้รังเกียจหรือตะขิดตะขวงใจไม่อยากได้เปรียบดังที่ว่าปลิงเป็นสัตว์น่ารังเกียจอยู่ในน้ำ เวลากินน้ำมองเห็นปลิงเข้าก็รู้สึกรังเกียจขยะแขยงไม่อยากกินสำนวนนี้มีนักเขียนเอามาเขียนเอามาตั้งเป็นชื่อหนังสือเล่มหนึ่ง.
  • เกลียดขี้ขี้ตาม เกลียดความความถึง
               สำนวนนี้  ไม่ทราบที่มาหรือมูลของสำนวนแน่ชัดแต่ก็เป็นที่รู้ ความหมายกันทั่วไปว่า หมายถึง การที่คนเราเกลียดสิ่งไหนแล้วมักจะได้สิ่งนั้นเปรียบได้กับชายที่เกลียด ผู้หญิงขี้บ่นจู้จี่แต่มักลงท้ายกลับไปได้ภรรยาขี้บ่นจู้จี่เข้าจนได้.
  • เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง
              สำนวนนี้มีความหมายแตกต่างกับประโยค ” เกลียดขี้ขี้ตาม ” เพราะแปลความหมายไปในทางที่ว่าเกลียดตัวเขาแต่อยากได้ผลประโยชน์จากเขา หรือของ ๆ เขา  ตามความหมายเปรียบเทียบของสำนวนที่ว่าเช่นเกลียดปลาไหลในรูปร่างของมัน  แต่เมื่อเอามาแกงมีรสหอมก็ทำให้อดอยากกินแกงไม่ได้ถึงแม้จะไม่กินเนื้อปลาไหลเลยก็ตาม.
  • แกว่งเท้าหาเสี้ยน
              หมายถึงคนที่ชอบทำอะไรเป็นการสอดแทรกเข้าไปยุ่งกับเรื่องของผู้อื่นเข้า จนกระทั้งกลาย เป็นเรื่องกับตัวเองจนได้เสมอ เรียกว่าชอบสอดเข้าไปเกี่ยวสำนวนในปัจจุบันเปลี่ยนไปใช้เป็นว่า ” แกว่งปากหาเท้า ” เสียแล้ว เพื่อให้ความชัดเจนขึ้น.
  • ไก่กินข้าวเปลือ
              สำนวนคำพังเพยประโยคนี้ ถ้าพูดให้เต็มความก็ต้องพูดว่า ” ตราบใดที่ไก่ยังกินข้าวเปลือกอยู่ ตราบนั้นคนเราก็ยังอดกินสินบนไม่ได ” เข้าใจว่าเป็นคำพังเพยของจีน ๆ เอามาใช้เป็นภาษาของเขาก่อน แล้วไทยเราเอามาแปลเป็นภาษาไทยใช้กันอยู่มากในสมัยก่อน ๆ.
  • ใกล้เกลือกินด่าง
              หมายความว่า  สิ่งที่หาได้ง่ายหรืออยู่ใกล้ไม่เอา  กลับไปเอาสิ่งที่อยู่ไกลหรือหายากเปรียบได้ว่าเกลือหาง่ายกว่าด่าง  ความหมายอีกทางหนึ่งหมายถึงว่าอยู่ใกล้กับของดีแท้ ๆ  แต่ไม่ได้รับเพราะกลับไปคว้าเอาของที่ดี  หรือมีราคาด้อยกว่าคือด่างซึ่งมีรสกร่อยหรืออ่อนเค็มกว่าเกลือ
  • กลเม็ดเด็ดทราย
              ทีเด็ดหรือไม้เด็ด ที่มีความเหนือและแน่นอน ในชั้นเชิงหรือแต้มคูมากกว่า มีชั้นเชิงแพรวพรายหลายชั้น ที่ทำให้น่าตะลึงหรือน่าทึ่ง ข่มหรือสยบคู่ปรปักษ์ได้อย่างชะงัดกินลมกินแล้ง
              สำนวนนี้ มีความหมายที่ใกล้เคียงกับอีกสองคำคือ “สร้างวิมานกลาง (ใน) อากาศ” “ฝันลมๆ แล้งๆ” อีกสำนวนหนึ่งที่พอจะอุปมาไปได้กับสำนวนนี้คือคำว่า “ทอดหุ่ย” หมายความรวมๆ ว่าเป็นเรื่องเลื่อนลอย ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน พอๆ กับไอระเหยที่ไม่มีอะไรให้จับต้องได้ มีแต่ความเป็นอากาศธาตุ มีสำนวนอีกสำนวนหนึ่งที่ใกล้กันทั้งอักษรและความหมายคือ “ตามลมตามแล้ง” ไม่มีจุดมุ่งหมายอะไร ปล่อยให้ไปตามลม หรือสุดแต่จะเป็นไป อาการเดินทอดน่องปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยไม่คิดอะไร เรียกว่า “เดินทอดน่อง” หรือ “ฆ่าเวลา” คือปล่อยเวลาให้ผ่านเลยไปโดยไร้ประโยชน์ ไม่ได้ทำประโยชน์ใดๆ ขึ้นมาเลย
     

  • กรวดน้ำคว่ำขัน
              สำนวนนี้ จะแลเห็นว่ามีกลิ่นอายของสำนวนตลาดติดอยู่มากบางทีก็ใช้คำว่า “กรวดน้ำคว่ำกะลา” เป็นคำที่ปรามาสไม่ให้เกียรติกันเลยทีเดียว (เรียกว่าเกียรติไม่พอที่จะใช้ขันนั่นแล) ความหมายของสำนวนนี้ คือการตัดขาด ไม่เกี่ยวข้องด้วย เลิกยุ่งเกี่ยวด้วยประการทั้งปวง หมายความอีกอย่างว่า “สาปส่งไปเลย” ถ้าให้ถึงใจก็ต้องขนาด “เผาพริก เผาเกลือ” เลยทีเดียวสำนวนนี้เป็นสำนวนใช้แดกดัน จึงใช้สำนวนที่มีความหมายถึงการแผ่ส่วนบุญส่วนกุศลไปให้ คือจะไปไหนก็ไปเลย จะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ อย่ากลับมาเกี่ยวข้องกันอีก ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติหน้า คำว่า “กรวดน้ำ” หมายถึงให้ไปให้ไกล ให้ไปให้ลับทำนองเดียวกับการกรวดน้ำให้คนตาย ให้อยู่กันคนละโลกนั่นเอง คำว่า “คว่ำขัน” หมายถึง เลิกคบกัน หรือ สิ้นสุดกัน มีคำที่อยากจะเพิ่มเติมให้ทราบอีกคำที่คล้ายกันคือ “คว่ำบาตร” อีกสำนวนหนึ่งคือ “ตัดหางปล่อยวัด” สำนวนนี้ใช้กับญาติ เช่น “ตัดญาติขาดมิตร” ซึ่งก็หมายถึงการตัดญาติหรือตัดลูกตัดหลานกระโถนท้องพระโรง
             คงทราบกันว่า กระโถน เป็นภาชนะชนิดหนึ่งที่ใช้รองรับสิ่งไม่ดี เช่น น้ำลาย และเสมหะทั่วๆ ไป ยิ่งท้องพระโรง (หมายถึง สถานที่เปิดกว้างที่มีผู้คนไปมาเสมอๆ) ก็ยิ่งจะมีสิ่งสกปรกเลอะเทอะมากมาย จึงอุปมาว่า เป็นที่รองรับอารมณ์หรือระบายอารมณ์ทุกอย่างของทุกคน บางทีกลายเป็นที่รับความผิดทุกๆ อย่างของใครต่อใครด้วย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานอธิบายความหมายของสำนวนนี้ว่า “ผู้ที่ใครๆ ก็ใช้ได้ หรือผู้ที่ใครๆ ก็รุมอยู่คนเดียว เหมือนอย่างกระโถนท้องพระโรงที่ใครๆ ก็บ้วนน้ำลาย ขากเสลดลงที่นั่น” 

    13

    •  กบในกะลาครอบ
               หมายถึงผู้มีความรู้และประสบการณ์น้อย เหมือนกบที่ถูกกะลาครอบไว้ แต่สำคัญตนว่ามีความรู้มาก เพราะมองเห็นเพียงกะลาแคบๆ ใกล้ตัว ขาดโลกทัศน์ที่กว้างไกล พอโผล่ออกมาพ้นกะลาจึงรู้ว่า ยังมีสิ่งต่างๆ อีกมากมายเหลือคณานับ ที่จะต้องเรียนรู้และศึกษาเพิ่มเติม จนทำตนให้กลายเป็น “กบนอกกะลา” ให้จงได้
    • กบเลือกนาย
               สำนวนนี้มีต้นเค้ามาจากนิทานอีสปเรื่องหนึ่งที่มีชื่อว่า “กบเลือกนาย” นี่แหละ เรื่องมีอยู่ว่าในบึงใหญ่แห่งหนึ่ง มีกบฝูงหนึ่งอาศัยอยู่ วันดีคืนดี กบหัวหน้าก็ปรารภขึ้นว่า “เราเองถึงแม้ว่าจะมีประชากรเลือกเราเป็นผู้นำ แต่เราก็ทำอะไรไม่ได้ไม่มีฤทธิ์ไม่มีอำนาจที่จะปกป้องคุ้มครองพวกกบทั้งหลายได้สมควรที่เราจะต้องหาผู้ที่มีบุญญาธิการมาเป็นหัวหน้าเราจะดีกว่า” ว่าแล้วก็ชวนบรรดากบทั้งหลายช่วยกันสวดมนต์อ้อนวอนเทวดาขอให้ส่งหัวหน้ามาให้ เทวดาทนคำสวดอ้อนวอนไม่ไหวก็ส่งขอนไม้ใหญ่ท่อนหนึ่งลงมา บรรดากบทั้งหลายดีใจได้นายใจดีให้ปีนขึ้นไปนั่งเล่นกระโดดโลดเต้นก็ได้ แต่ไม่นานก็เบื่อ เพราะเห็นนายไม่ทำอะไรนอกจากลอยน้ำนิ่งๆ กบทั้งหลายก็เลยสวดอ้อนวอนเทวดาขอให้ส่งนายดีๆ มาให้ใหม่คราวนี้เทวดาขัดใจส่งนกกระสาตัวใหญ่ลงมาให้เป็นนาย นกกระสาก็ไม่ทำอะไรนอกจากจับกบกินเป็นอาหารวันละตัวสองตัวจนกบหมดบึง สำนวนนี้มีความหมายว่า ผู้ที่ต้องการเปลี่ยนใหม่อยู่เรื่อยๆ เป็นคนช่างเลือกไม่พอใจอะไรง่ายๆ ในที่สุดก็ไม่ได้อะไรที่ดีกว่าเดิม เข้าทำนอง เลือกนักมักได้แร่
    • กวนน้ำให้ขุ่น
               สำนวนนี้โบราณต้องการบอกถึงนิสัยของคนที่ชอบยุ่งเรื่องของคนอื่นเปรียบเหมือนคนที่ชอบยุแยงตะแคงแซะ ทำเรื่องสงบให้กลายเป็นวุ่นวาย มีคำหนึ่งที่ต้องอธิบายเพิ่มเติมให้เข้าใจคือคำว่า “กวน” คือการคนให้เข้ากัน เมื่อเรากวนน้ำ ตะกอนจะนอนก้นทำให้น้ำใส แต่เมื่อใดเรากวนน้ำนั้นอีก ตะกอนที่นอนก้นอยู่ก็จะขุ่นข้นขึ้นมา น้ำก็จะขุ่นดื่มไม่ได้
    • กินบนเรือนขี้บนหลังคา
               สำนวนนี้เกิดจากเรื่องราวระหว่างคนกับแมว ในสมัยโบราณนั้นผู้คนชอบเลี้ยงแมวไว้ในบ้านด้วยความประสงค์สองอย่างคือ เอาไว้เป็นเพื่อน และเอาไว้จับหนูที่ชอบเข้ามากินข้าวเปลือกที่ใส่กระพ้อม (ที่เก็บข้าวเปลือกไว้ใช้ทำพันธ์สานด้วยไม้ไผ่) เอาไว้ แมวนั้นมีนิสัยแปลก (บางตัว) คือชอบไปถ่ายบนหลังคาบ้าน เวลาฝนตกมาน้ำฝนก็สกปรกใช้ดื่มไม่ได้ จึงเกิดสำนวน “กินบนเรือนขี้บนหลังคา” ขึ้น ความหมายของสำนวนนี้กล่าวเปรียบเทียบกับคนที่เนรคุณ ให้ที่อาศัยพึ่งพิงแล้ว ยังมาสร้างความเดือดร้อนให้อีก
    •  ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง
               จะสังเกตเห็นว่าสำนวนเปรียบเทียบโบราณจะไม่พ้นเรื่องธรรมชาติและเรื่องสัตว์ อย่างสำนวนนี้ก็จะเปรียบเทียบว่า ไก่นั้นสวยงามเพราะมีขนสวย แต่คนจะสวยงามได้ ก็ต้องใช้วิธีแต่งเพิ่มเติม ทาแป้ง ทาปาก ทำผมให้มีลอนสลวยอย่างนี้ แต่อย่างไรก็ตามความสวยงามภายนอกนั้นไม่จีรัง ความสวยเมื่อสาวตอนแก่ตัวก็อาจจะทรุดโทรมได้ และก็ยากที่จะทำให้สวย แต่ความสวยตลอดกาลคือความสวยงามภายในจิตใจ ที่เรียกว่า สวยด้วยธรรมะ ซึ่งจะสดสวยติดกายอยู่ตลอดกาล
    • ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่
               สำนวนนี้อ้างอิงสัตว์อีกเช่นเคย คือไก่และงู ที่น่าแปลกก็คือไก่มีนม และงูมีตีน ซึ่งความจริงแล้ว ไก่ไม่มีนม และงูก็ไม่มีตีน (งูใช้วิธีเลื้อยด้วยการขยับเกล็ด) แต่ในสำนวนนี้เป็นการเปรียบเทียบถึงสิ่งที่คนอื่นอาจไม่รู้ไม่เห็นแต่สองฝ่ายต่างรู้เห็นซึ่งกันและกัน จะพูดอีกทีว่าทั้งสองฝ่ายต่างรู้ความลับของกันและกันก็ได้
    •  แกงจืดจึงรู้คุณเกลือ
               โบราณนำเกลือมาเป็นอุปมาเช่นเดิม เพื่อเตือนใจให้รู้ว่า เกลือนั้นเป็นเครื่องปรุงรสอาหารดีมาก คนก็เลยไม่ค่อยเห็นคุณค่าของเกลือ (ข้อเท็จจริงก็คือเกลือราคาถุงละ 10 บาท แต่ข้าวที่มีขนาดถุงเท่ากันมีราคาถึง 50 บาท) เวลาอาหารไม่มีรสชาติต้องการเกลือแต่เกลือก็หมดเสียแล้ว ความหมายของพังเพยนี้ก็คือ จะรู้ค่าของสิ่งใด ก็ต่อเมื่อของสิ่งนั้นไม่มีเสียแล้ว
    • เกลือเป็นหนอน
               เกลือเป็นสิ่งที่โบราณนำมาอุปมาในพังเพยนี้อีก เพื่อจะบอกผู้คนว่า เกลือนั้นมีรสเค็มป้องกันไม่ให้สิ่งของเน่าได้แต่ปรากฏว่ายังมีหนอนขึ้นได้ เปรียบเหมือนคนที่ผูกพันเป็นเพื่อนสนิทพวกเดียวกัน หรือคนที่อยู่ในบ้านเดียวกันทรยศไม่ซื่อต่อกัน

    12

    •  เก็บเบี้ยใต้ถุนร้าน
               โบราณสร้างคำพังเพยสำนวนนี้ขึ้นเพื่อเป็นการสั่งสอนให้คนรู้จักเก็บออมเงินรายได้ที่ตัวเองหาได้ และใช้เงินให้ถูกต้องต่อการดำเนินชีวิต เช่น ศาสนาพุทธสอนให้จ่ายเงินที่หาได้เป็นสี่ส่วน ส่วนหนึ่งเก็บ ส่วนหนึ่งใช้จ่ายส่วนตัว ส่วนหนึ่งใช้จ่ายเพื่อผู้อื่นที่อยู่ใกล้ชิด ส่วนหนึ่งใช้ทำบุญกุศล โบราณกล่าวถึงเบี้ยใต้ถุนร้าน ต้องอธิบายคำว่า “เบี้ย” คือเปลือกหอยชนิดหนึ่งที่ใช้แทนเงิน เบี้ยนั้นมักจะตกหล่นอยู่ใต้ถุนร้านค้า วันละเบี้ยสองเบี้ย คนที่รู้จักเก็บออมก็จะไปเก็บเบี้ยใต้ถุนร้านเหล่านี้มารวมๆ กันเข้าก็จะได้จำนวนมากมีสำนวนที่มีความหมายคล้ายกันอยู่สำนวนหนึ่งคือ “ออมไว้ไม่ขัดสน”
    • กินอยู่กับปากอยากอยู่กับท้อง
               โบราณสร้างคำพังเพยสำนวนนี้ขึ้นมาเพื่อประชดคนที่รู้ตัวเองดีว่าทำอะไรไว้ (ที่เสียหาย) แต่กลับทำเสแสร้งแกล้งไม่รู้ไม่เห็น คำพังเพยนี้ดูเหมือนว่าจะเปรียบเปรยถึงสตรีเพศกับบุรุษที่แอบได้เสียกัน จนผู้ใหญ่จับได้ พอซักไซ้ไล่เลียง ก็เถียงข้างๆ คูๆ ว่าไม่รู้ไม่เห็นจนต้องบอกว่า “กินอยู่กับปากอยากอยู่กับท้อง ยังไม่ยอมรับ เลวแท้ๆ”
    • กินบุญเก่า
                โบราณสร้างคำพังเพยนี้ขึ้นเป็นสำนวนใช้บอกเล่าว่า คนที่สร้างกรรมดีมาแต่ชาติปางก่อนเกิดมาก็อยู่ในตระกูลดี มีความประพฤติดี เพราะมีบารมีบุญเก่ามาตอบแทนให้ในชาตินี้สำนวนนี้จะใช้คำพูดถึงคนที่มีความสุขสบายนั่งอยู่บนกองเงินกองทอง
    • กินน้ำใต้ศอก
               โบราณสร้างคำพังเพยสำนวนนี้ขึ้น เพื่อบอกกล่าวถึงคนที่ยอมมีชีวิตเป็นรองคนอื่น ในกรณีนี้มุ่งไปที่ชีวิตครอบครัวหมายถึงคนที่ยอมเป็นเมียน้อยอยู่ใต้อำนาจเมียหลวง เหมือนเวลารองน้ำ น้ำไหลมาล้นขันล้นลงไปใต้ศอก แล้วยังไปอ้าปากดื่มน้ำที่ใต้ศอกได้อย่างนี้
    • กินน้ำตาต่างข้าว
             คำพังเพยคำนี้โบราณสร้างให้แกคนผู้ที่มีชีวิตที่รันทดโศกเศร้าไม่เคยมีความสุข พบแต่ความทุกข์ระทม ไม่เป็นอันกินอันนอนเหมือนต้องกินน้ำตาแทนข้าว
    •  กินข้าวร้อนนอนตื่นสาย
              คำพังเพยสำนวนนี้โบราณกล่าวไว้ถึงคนที่มีบุญ มีความสุขสบาย ไม่ต้องลำบากทำมาหากิน ก็มีกิน คนที่กินข้าวร้อนๆ ได้ทุกวัน หรือคนที่นอนตื่นสายได้ทุกวัน ก็ถือว่าเป็นคนที่มีโชคแบบมหาโชคจริงๆ
    • กินแกลบกินรำ
               โบราณคิดสร้างคำพังเพยสำนวนนี้ขึ้นมาเป็นเชิงประณามถากถางคนที่โง่เง่าเต่าตุ่นว่า เหมือนคนกินแกลบกินรำ (เหมือนหมู) เพราะแกลบคือเปลือกข้าว รำก็คือผงเยื่อของเมล็ดข้าวสาร (เวลาสี) ทั้งสองอย่างเป็นอาหารของสัตว์ ไม่ใช่คน ดังนั้นคนที่กินแกลบกินรำก็คือคนที่ไม่ใช่คน สำนวนนี้โบราณออกจะให้ถ้อยคำสำนวนที่ดุเดือดพอสมควร
    • กำแพงมีหูประตูมีตา
               โบราณสร้างคำพังเพยคำนี้ไว้เพื่อเตือนใจคนว่า การจะพูดจาให้มีความระมัดระวัง กำแพงก็ดี ประตูก็ดี อาจจะมีช่องรอยแตกให้ความลับที่พูดจากันเล็ดลอดออกมาสู่คนภายนอกได้สำนวนนี้เขียนอีกอย่างว่า “กำแพงมีรูประตูมีช่อง”
    • กำปั้นทุบดิน
               สำนวนคำนี้โบราณกล่าวลอยๆ เป็นเชิงกระทบกระเทือนว่ากล่าวแก่คนที่พูดจาตอบแบบเซ่อๆ ชนิดพูดเท่าไหร่ก็ถูก เพราะกำปั้นทุบดินนั้น ไม่ว่าทุบตรงไหนก็ตรงแผ่นดินทั้งสิ้นคนที่ตอบคำถามแบบกว้างๆ จึงถูกเรียกว่า “ตอบแบบกำปั้นทุบดิน”
    • กาหลงรัง
               โบราณสร้างสำนวนคำนี้ขึ้นมาดูจะเป็นคำธรรมดา แต่ก็มีความหมาย เพราะปกติกาถึงเวลาก็จะบินกลับรวงรัง คนที่ทำตนแบบกาหลงรัง จึงมีสภาพเหมือนคนสัญจรร่อนเร่ หรือคนที่หลงใหลในแสงสี ท่องเที่ยวไปเรื่อยๆ ไม่ยอมกลับบ้าน ซึ่งมักจะใช้คำนี้ในความหมายในเชิงลบ
    • กาในฝูงหงส์
               สำนวนนี้ก็เช่นกัน ดูๆ ก็เป็นคำธรรมดา แต่โบราณสร้างความหมายเอาไว้ว่า เหมือนคนต่ำต้อยไร้เกียรติยศ ต้องตกไปอยู่ในท่ามกลางของผู้สูงศักดิ์ ต้องถูกดูหมิ่นถิ่นแคลนโดยตลอดจนยากที่จะอดทนได้ (เฉกเช่น พจมานแห่งบ้านทรายทองกระนั้น) เพราะกานั้นเป็นสัตว์ตัวดำต่ำต้อยผิดกว่าหงส์ที่มีขนสวยสุดยามรำแพนหาง
    • กันดีกว่าแก้
               โบราณสร้างสำนวนคำนี้ขึ้นมาเป็นความหมายตรงๆ เมื่อเห็นเพราะไม่ใช่คำลึกซึ้งอะไรกัน คือป้องกัน แก้ ก็คือ ตามแก้ โบราณจึงกล่าวว่าจะทำการใด ต้องหาทางป้องกันเอาไว้ก่อน อย่าให้เกิดเสียหายแล้วไปตามแก้ จนมีสำนวนยาวขึ้นมาประกอบว่า “กันไว้ดีกว่าแก้ ประเดี๋ยวแย่แล้วจะแก้ไม่ทัน”
    • ก่อแล้วต้องสาน
               โบราณนำวิธีการ “สาน” ไม้ไผ่มาเปรียบเทียบว่า เมื่อเริ่มทำงานสิ่งใดแล้วก็อย่าละวางกลางคัน ต้องทำให้ถึงที่สุด เหมือนสานกระบุงสักใบ ก็ต้องสานจนกระบุงเสร็จเป็นรูปใช้งานได้ ถึงจะถือว่านั่นคือความสำเร็จในชีวิต มีสำนวนอีกสำนวนหนึ่งที่ความหมายตรงข้ามกันคือ “ตกกระไดพลอยโจน”
    •  กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
               โบราณเอาสภาพของคนที่กินข้าวแล้วมีก้างติดคอมาสร้างเป็นคำพังเพยสอนคนว่า จะกลืนจะกินอะไรให้ระวัง กินปลาจะมีก้างมาติดคอหรือไม่ เพราะเมื่อก้างติดคอก็จะตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก คนที่ตกอยู่ในสภาพอย่างนี้ ก็เมื่อจะต้องตอบคำถามไม่รู้จะรับหรือว่าปฏิเสธดี มีสภาพอึกอัก ผะอืดผะอม
    • กล้านักมักบิ่น
               โบราณนำคำพังเพยนี้มาเป็นเชิงเปรียบเทียบว่า เหล็กกล้านั้นแม้จะเหนียวแน่นเพียงใด แต่เมื่อใช้ไปฟันกับเหล็กที่แข็งกว่าก็อาจจะเกิดบิ่นได้ เหมือนคนที่ทำอะไรมากไป โดยไม่คิดให้ดีให้รอบคอบ ก็อาจเกิดอันตรายได้
    • กลับหน้ามือเป็นหลังมือ
               คำพังเพยสำนวนนี้โบราณสร้างขึ้นมาเพื่อให้คนทั่วไปได้รู้ว่า อันคนนั้นย่อมมีจิตใจไม่เหมือนกัน ระหว่างความจริงกับความเท็จ เป็นเรื่องที่คนทุกคนย่อมเคยกระทำ คำพูดที่พูดแบบขาวเป็นดำ พูดกลับกลอก พูดไม่อยู่กับร่องกับรอยเหล่านี้ล้วนมีความหมายถึงคำพูด การกระทำที่เรียกว่า “พลิกหน้ามือเป็นหลังมือ” หรือ “กลับหน้ามือเป็นหลังมือ” ทั้งสิ้น แม้คำว่า “กลับตาลปัตร” (สิ่งที่พรสงฆ์ใช้ในพิธีกรรม ให้ศีลหรือเทศน์)
    • กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอยน้ำเต้าน้อยจะถอยจม
               คำพังเพยนี้โบราณต้องการสอนให้รู้ถึงความไม่แน่นอนในชีวิตที่จะเกิดขึ้น หากเมื่อมีคนชั่วขึ้นมาเป็นใหญ่ ปกครองบ้านเมือง คนดีก็จะต้องตกอับ (พังเพยนี้เป็นพุทธทำนายข้อหนึ่งในจำนวน 12 ข้อ) กระเบื้อง เปรียบเหมือนคนชั่ว น้ำเต้าเปรียบเหมือนคนดี เมื่อกระเบื้องลอยน้ำได้ ก็เหมือนคนชั่วมีอำนาจ แล้วน้ำเต้าที่ลอยน้ำก็จมน้ำ มีคำพังเพยที่อุปมาใกล้เคียงกันก็คือ “ผู้ดีเดินตรอก ขี้ครอก (ขี้ข้า) เดินถนน”

    14

    • กระต่ายหมายจันทร์
               โบราณนำเอากระต่ายกับดวงจันทร์มาใช้ในคำพังเพยสำนวนนี้ โดยอาศัยธรรมชาติของสัตว์เช่นกระต่าย ที่ชอบออกมาเล่นแสงจันทร์เวลาเดือนหงาย เดือนส่องสุกสว่างอยู่บนท้องฟ้าเปรียบเหมือนสตรีผู้สูงศักดิ์ กระต่ายก็คือชายฐานะต่ำต้อยที่มุ่งหมายปองดอกฟ้า ก็ได้แต่แลหา มิอาจเอื้อมมือถึงได้สำนวนทันสมัยในปัจจุบันก็คือ “หมาเห่าเครื่องบิน” กับ “หมาเห็นปลากระป๋อง” สำนวนนี้มีรากมาจากวรรณคดี หรือบทเพลง
    • กระดูกอ่อน
               โบราณมีความสามารถในการที่จะนำเอาส่วนต่างๆ ของร่างกายมาสร้างอุปมาอุปไมยให้เห็นเด่นชัด ดังเช่น กระดูกอ่อน คำนี้เป็นคำพูดกลายๆ แต่มีความหมายมาก เพราะคนเรามีโครงกระดูก และมีทั้งกระดูกอ่อนและกระดูกแข็ง โบราณนำเอาคำว่ากระดูกอ่อนมาเทียบกับคนที่มีประสบการณ์น้อยไม่สันทัดจัดเจนในกิจการงานที่ทำเพียงพอ ก็จะประสบความล้มเหลวได้ง่าย สำนวนนี้มีรากมาจากเวทีมวย เรียกนักมวยที่มีชั้นเชิงอ่อนว่า “กระดูกยังอ่อนเพิ่งจะสอนขัน” ดังนี้
    • กระดังงาลนไฟ
               โบราณนำเอาพฤติกรรมของคนมาสร้างเป็นคำพังเพยอย่างชาญฉลาด สำนวนนี้ใช้ดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมแรง (ใช้กลั่นทำน้ำอบน้ำหอมได้) ชื่อกระดังงามาอุปมาไว้ว่า เหมือนผู้หญิงที่เคยมีประสบการณ์ผ่านชีวิตคู่มาก่อนย่อมมีเสน่ห์ในการปรนนิบัติเอาอกเอาใจผู้ชายได้ดี เหมือนกระดังงา เอาไปลนไฟอ่อนๆ ยิ่งมีกลิ่นหอมแรงจัด (ใช้อบผ้าได้ดีมีกลิ่นผ้าหอม ใช้ทำอุบะ อบผ้าขนหนู ผ้าเช็ดหน้า ฯลฯ)
    • กระเช้อก้นรั่ว
               โบราณนำภาชนะโบราณชนิดหนึ่งมาตั้งเป็นอุปมาให้คนเห็นกันชัดๆ ในที่นี้ต้องอธิบายคำสองคำที่อ่านเหมือนกัน แต่เขียนเหมือนกัน และมีความหมายที่แตกต่างกัน คือกระเฌอ คำนี้เขียนด้วย ฌ หมายถึงต้นไม้ชนิดหนึ่งลักษณะคล้ายต้นไทรแต่เล็กกว่าเรียกว่า “ต้นกระเฌอ” เม็ดกระเฌอนี้นกป่าชอบกิน (ปัจจุบันกระเฌอสูญพันธุ์ไปแล้ว) อีกคำหนึ่งเขียนว่า “กระเชอ” คำนี้ใช้ ช อ่านออกเสียงเหมือนกัน แต่กระเชอ หมายถึง ภาชนะชนิดหนึ่งลักษณะคล้ายกับ “กระจาด” ที่สำหรับใส่ของแต่กระเชอให้สำหรับใส่เงินเบี้ยหรือเสื้อผ้าของใช้ของประดับเล็กๆ ทั่วไป (เป็นกระจาดลักษณะทรงสูงก้นสอบ) ใช้วิธีการเดียด (เอาค้ำเข้ากับสะเอวข้างซ้าย เอามือซ้ายเกี่ยวไว้ ถ้าก้นกระเชอรั่วของในกระเชอก็จะหล่นหายหมด โบราณอุปมาว่าคือการใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย ไม่รู้จักประหยัดเก็บหอมรอมริบ สตรีแม่บ้านที่มีนนิสัยอย่างนี้ โบราณขานว่าเป็น “กระเชอก้นรั่ว”
    • กระชังหน้าใหญ่
               เช่นเดียวกับ “กระเชอ” โบราณนำชื่อภาชนะชนิดหนึ่งที่ใช้สำหรับขังปลามาเป็นอุปมาสอนคน คือ “กระชัง” เครื่องมือนี้ทำด้วยไม้ไผ่ เป็นรูปทรงกลมยาว หัวและท้ายเรียว ตรงกลางเจาะเป็นช่องสำหรับใส่ปลา มีฝาปิด ถ้ากระชังก้นรั่วก้ไม่มีทางที่จะขังปลาได้ แต่ในที่นี้ใช้คำว่ากระชังหน้าใหญ่ คือรับปลาได้มาก อุปมาเหมือนคนที่ชอบทำหน้าใหญ่ใจโตออกรับหน้าที่ทุกอย่างหมด หรือไม่ก็พูดจาจัดจ้าน จนคนอื่นไม่กล้าโต้แย้ง
    • กบเกิดใต้บัวบาน
               โบราณนำเอาสัตว์น้ำ (หรือครึ่งบกครึ่งน้ำ) คือกบ ที่มักจะอาศัยอยู่ในสระน้ำที่จะมีดอกบัวสีสันสวยงามขึ้นอยู่เต็ม กบจะอยู่ในน้ำ อยู่ใต้ใบบัว เปรียบเสมือนคนที่อยู่ใกล้ของดีๆ คนดีๆ กลับไม่เห็นคุณค่าในสิ่งนั้นๆ สำนวนนี้มีความหมายคล้ายๆ กับสำนวน “ใกล้เกลือกินด่าง” หรือ “หญ้าปากคอก”

    ขอบคุณที่มาข้อมูล
    siamtower.com
    9bkk.com
    ขอบคุณที่มารูปภาพ
    topicstock.pantip.com
    siamtower.com
     thaigoodview.com

เกมส์
เกมส์ สุดยอดเกมส์ Flash เกมส์ออนไลน์ ที่ให้คุณเล่นมากกว่า 10,000 เกมส์ เกมออนไลน์เล่นกันฟรีๆ เลือกหาเกมส์ที่ตรงใจ เล่นง่าย รวมเกมส์เป็นหมวดๆ เกมส์ทำอาหาร เกมส์แต่งตัว เกมส์ต่อสู้ เกมส์กีฬา เกมส์ยิง มากมายหลายแนว Action Game หรือเกมส์กระดาน ให้เลือกและกลับมาเล่นได้ไม่รู้เบื่อ หาเกมแฟลชที่ถูใจคุณได้ที่นี่
ฟังเพลง
ฟังเพลง ฟังเพลงออนไลน์ กับกระปุก Music Station ที่มีเพลงใหม่ อัลบั้มเพลงล่าสุด เพลงฮิต เพลงล่าสุด มิวสิควีดีโอ ฟังได้ตลอด 24 ชั่วโมง อัพเดททุกวัน Music Chart ฟังวิทยุออนไลน์ ให้คุณติดตามได้ทุกแนวเพลง Pop Rock เพลงไทย เพลงสากล เพลงลูกทุ่ง เพลงเพื่อชีวิต เพลงอินดี้ โค๊ดเพลง เนื้อเพลง Song Hits ริงโทน Fullsong ให้โหลด MV ดาวน์โหลดเพลง MP3 กระปุกมิวสิคสเตชั่น ศูนย์รวมเพลงของคุณ
ดูดวง
ดูดวง ดูดวงความรัก ตามหลักโหราศาสตร์ ดวงดาว ให้คุณดูดวงวันนี้ ดวงตามราศี จับคู่ดวงวันเกิด ดูดวงเนื้อคู่ หรือจะดูดวงไพ่ยิบซี Tarot ทำนายแม่นๆ ดวงชะตาของคุณผสานกับดวงดาว ที่ส่งผลให้กราฟชีวิต หน้าที่การงาน ความรัก ดวงการเงิน ดวงสุขภาพ ปีชง ทุกเรื่องที่คุฯอยากรู้ โหงวเฮ้ง ทำนายฝัน ฮวงจุ้ย ชื่อมงคล สีถูกโฉลก ดูลายมือ กับกระปุก Horoscope กระปุกดูดวง 2552 นี้มีดูดวงกับหมอลักษณ์ ด้วยนะ
ผลบอล
ผลบอล Kapook Football สุดยอดลูกหนัง Soccer ที่ให้คุณติดตามผลบอลสด ภาษาไทย แบบ Livescore ผลบอล จากฟุตบอลทุกลีค เช่น พรีเมียร์ลีค บอลอังกฤษ ยุโรป สเปน เยอร์มัน Live Soccer all around the world วิเคราะห์บอล ฟันธง ทีเด็ดครบครัน ทัศนะบอลจากสมาชิกขั้นเทพ ราคาบอล พร้อมอัตราต่อรอง และตารางการแข่งขัน โปรแกรมฟุตบอล คลิปฟุตบอล สุดมันส์ด้วยการทายผลบอล ทีเด็ด และข่าวฟุตบอล Update ถึงใจ จะเชียร์ทีมไหน แฟน แมนยู ลิเวอร์พูล เชลซี อาร์เซนอล หรือทีมฟุตบอลไหน พลาดแล้วจะเสียใจ กระปุกฟุตบอล ไม่เหมือนใคร คลิกด่วน
ดูทีวีย้อนหลัง
ดูทีวีย้อนหลัง กลับบ้านดูทีวีรายการโปรด ไม่ทัน! มาดูทีวีย้อนหลัง ดูทีวีออนไลน์ กับกระปุกทีวี ที่รวบรวมสถานีโทรทัศน์ ช่อง 3 ช่อง 5 ช่อง 7 ช่อง NBT TTV และช่องรายการดาวเทียม ให้คุณดูกันฟรีๆ ดูทีวีสดๆ หรือจะเลือกดูรายการย้อนหลัง ช่องกีฬา ละคร รายการ TV บนอินเทอร์เน็ต ได้แบบไม่พลาดกันอีกต่อไปได้แล้ว ละครย้อนหลัง ย้อนหลังรายการทีวีรายวัน Live TV on internet ตลอด 24 ชั่วโมง