งูเงี้ยวเขี้ยวขอ

        เมื่อพูดถึงสัตว์เลื้อยคลานมีพิษ คงต้องมีงูรวมอยู่ด้วย งูเป็นสัตว์สัญลักษณ์ของปีนักษัตร มีทั้งงู (ตัว) ใหญ่อย่างปีมะโรงและงู (ตัว) เล็กอย่างปีมะเส็ง ตัวเล็กหรือใหญ่ตัวใหญ่ตัวไหนจะมีพิษมากกว่ากันล่ะ อักษรามีสำนวนไทยที่เกี่ยวกับงูอยู่หลายสำนวนมาเสนอให้ชาวกรมประชาสัมพันธ์ได้อ่านกันในฉบับนี้

            สำนวนไทยที่พูดถึงงูนั้นไม่ได้แยกไว้ว่าสำนวนไหนเป็นงูใหญ่หรืองูเล็ก จึงขอพูดถึงสำนวนที่เกี่ยวกับงูอย่างรวม ๆ กันไป
            สำนวนที่กล่าวถึงมะโรงมะเส็งโดยตรงคือ สำนวน “โกงมะโรงมะเส็ง” หรือ “ขี้โกงมะโรงมะเส็ง” กาญจนาคพันธุ์ นักปราชญ์ทางภาษาได้สันนิษฐานไว้ว่า สำนวนนี้ไม่น่าจะมีอะไรเกี่ยวข้งกับปีมะโรงและปีมะเส็ง แต่น่าจะมาจากคำโบราณว่า “เกเรเร็งเส็ง” คำว่า “เร็ง” (ร-เรือสระเอะ-ง –งู) แปลว่าเร็วหรือถี่ คำว่า “เส็ง” แปลว่าพาลเกเรแกะกะ มีอีกคำหนึ่งที่คล้ายกันคือคำ “เส็งเคร็ง” แปลว่าเลว ไม่ดี คำว่า “เร็งเส็ง” อาจจะเป็นคำที่พูดกันมาแต่โบราณ หมายถึง เลว เมื่อนำมารวมกับคำ “เกเร” ก็เป็นคำว่า “เกเรเร็งเส็ง” หมายความว่า ประพฤติเกเร เลวมาก ต่อมาคำว่า “เร็งเส็ง” คงนำมาใช้ในความหมายว่า “โกง” ซึ่งมีเสียงคล้องจองกับคำว่า “โรง” ในคำว่า “ปีมะโรง” จึงกลายเป็นสำนวน “โกงมะโรงมะเส็ง” หมายถึงคดโกงกลับกลอกที่สุด
            แม้งูบางชนิดจะไม่มีพิษ แต่ขึ้นชื่อว่างูแล้ว เรามักจัดมันอยู่ในพวกสัตว์อันตรายคนไทยชอบพูดซ้ำคำ บางครั้งซ้ำรูปคำ บางครั้งซ้ำความหมาย “เงี้ยว” หมายถึงงู เมื่อพูดถึงงูบางครั้งจึงพูดว่า “งูเงี้ยว” นอกจากนั้นเรายังพูดต่อด้วยถ้อยคำคล้องจองเป็นสำนวนว่า “งูเงี้ยวเขี้ยวขอ” หมายถึงสัตว์มีพิษเช่น งู เป็นต้น
            การเล่นคำเล่นจังหวะและเล่นเสียงสัมผัส ยังมีปรากฎอีกสำนวนว่า “งูพิษมิตรคด” มิตร หมายถึงเพื่อน แต่บางครั้งเพื่อนก็คิดคดทรยศต่อเพื่อนได้ เพื่อนที่คิดคด จึงเปรียบเสมือนงูพิษ สำนวนว่างูพิษมิตรคดจึงหมายถึงคนชั่วไม่ควรไว้วางใจ นอกจากนั้น ยังมีสำนวนที่กล่าวเป็นการเตือนใจไว้ว่า “อย่าลากงูตามหลัง” หมายถึงอย่าคบคนชั่วเป็นเพื่อนนั่นเอง
            งูเป็นสัตว์ร้าย เมื่อพบงูเราจึงหาทางกำจัด วิธีการกำจัดงูที่มักทำกันทั่วไป คือ การตี คนโบราณสอนไว้ว่า “อย่าตีงูข้างหาง” หรือ “อย่าจับงูข้างหาง” เพราะงูอาจหันมาฉกกัดเอาได้ สำนวนว่าตีงูข้างหาง จึงหมายถึง ทำอะไรไม่เหมาะไม่ควรจะเกิดอันตรายได้ นอกจากนั้นคนโบราณท่านยังสอนไว้อีกว่า ตีงูต้องตีให้ตาย เพราะเชื่อกันว่า งูเป็นสัตว์ที่มีความอาฆาตพยาบาทรุนแรง ถ้าทำให้บาดเจ็บแต่ไม่ถึงตาย มันจะกลับมาแก้แค้นภายหลัง ดังสำนวนว่า “ตีงูให้หลังหัก” หมายถึงการทำสิ่งใดแก่ศัตรูโดยไม่เด็ดขาด จริงจัง ย่อมจะได้รับผลร้ายภายหลัง
            นอกจากนั้นยังมีสำนวนเกี่ยวกับการตีงูอีกสำนวนหนึ่ง คือ การตีงูจนตายแต่เป็น “ตีงูให้กากิน” ขยายความได้ว่า เมื่อเราตีงู งูอาจจะกัดผู้ตี การตีงูให้ตายเป็นการทำบาป ซากงูก็ทำประโยชน์อะไรไม่ได้ ต้องตกเป็นอาหารของแร้งกา สำนวนนี้จึงหมายถึง การลงแรงทำสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์แก่ตนซ้ำบางครั้งอาจเกิดโทษด้วย แต่ประโยชน์ที่ได้จากการกระทำนั้นกลับไปตกแก่ผู้อื่น
            การขว้างสิ่งต่าง ๆ เป็นการปาสิ่งนั้นออกไปให้พ้นตัว แต่การขว้างสิ่งของที่มีความยาว เช่น เชือกให้ออกไปไกลตัวจะทำให้ลำบาก เพราะปลายเชือกอาจตวัดมาโดนตัวได้ ยิ่งเป็นการขว้างสิ่งมีชีวิต เช่น งูด้วยแล้ว ยากที่จะขว้างให้พ้นไปได้ง่าย ๆ ปกติเมื่อนึกถึงงู เรามักจะนึกถึงความดุร้าย ความชั่วร้าย ความไม่ดี ดังนั้นสำนวนว่า “ขว้างงูไม่พ้นคอ” จึงหมายถึงปัดเรื่องร้ายออกไปไม่พ้นตัว หรืออาจหมายถึง ทำอะไรแล้วผลร้ายย้อนกลับมาสู่ตนเองได้
            งูเป็นสัตว์ที่มีลำตัวยาว ปกติหัวงูกับหางงูจะอยู่กันคนละทาง แต่เมื่อหัวงูหันมาทางหางภาพที่เห็นคือเส้นของลำตัวงูที่มาต่อกันเป็นวง เกิดเป็นสำนวนว่า “งูกินหาง” ซึ่งหมายถึงวนเวียนไม่รู้จักจบสิ้น บางครั้งอาจหมายถึง พัวพันกันยุ่งเหยิง หรือเกี่ยวโยงกันไปเป็นทอด
            บางคนเชื่อว่าตาของงูมีอำนาจ เมื่องูมองเหยื่อ เช่น กบ เขียด จะเหมือนมีพลังสะกดสัตว์เหล่านั้นให้อยู่กับที่ หรืออาจเป็นเพราะสัตว์เหล่านั้น ตกใจ ตกตะลึง ไม่แน่ใจว่างูที่กำลังจ้องเป๋งมาที่ตนเองนั้นจะมาไม้ไหน งูก็ใช้โอกาสนั้นฉกกัดเหยื่อได้โดยง่าย บางคนจึงเปรียบงูกับการมีเล่ห์เหลี่ยม พลิกแพลง เจ้าเล่ห์เพทุบาย ความหมายในแง่นี้ปรากฏอยู่ในสำนวน “เฒ่าหัวงู” ซึ่งใช้ในความหมาย คนแก่เจ้าเล่ห์ หรือคนอายุมากที่มีเล่ห์กลมีอุบายในการหลอกเด็กสาว ๆ ส่วนมากสำนวนเฒ่าหัวงูใช้ในเชิงชู้สาว
            เมื่อพูดถึงงูงู ทำให้นึกถึงสำนวนไทยอีกสำนวนหนึ่ง ซึ่งเราไม่ค่อยนำมาใช้บ่อยนัก คือ “งูเห่านอนซ่อนเศียร” เป็นการเปรียบงูกับคนชั่ว ซ่อนเศียร คือ ซ่อนพิษร้าย ซ่อนความชั่วร้ายเอาไว้ สำนวนนี้จึงหมายถึงคนชั่วซ่อนความร้ายกาจเอาไว้
            มีคำเกี่ยวกับงูที่คนไม่ค่อยรู้จักกันอยู่คำหนึ่งคือ “เฆาะงอกับงู” เฆาะ (ฆ ระฆังสระเอาะ) เป็นลายสักโบราณมีตัวอักษร ฆ ระฆัง และง งู มีลายอุณาโลม ๙ (คล้ายเลขเก้าไทย) อยู่ข้างบนลักษณะของรูปอุณาโลมเป็นลายขดคล้ายงู การสักตัวอักษร ฆง (ฆ ระฆัง ง งู มีลายอุณาโลมอยู่ข้างบน)นี้ จึงเรียกกันทั่วไปว่า เฆาะงอกันงูเชื่อกันว่าเป็นการสักเพื่อให้อยู่ยงคงกระพัน
            เมื่ออยู่ยงคงกระพันแล้วจะกลัวอะไร บางคนอาจไม่กลัวตายกล้าไปล้วงคองูเห่า สำนวนว่า “ล้วงคองูเห่า” หมายถึง อุกอาจ ล่วงล้ำ กล้าเข้าไปเกี่ยวข้องหรือเอาสิ่งของต่าง ๆ ของผู้มีอำนาจโดยไมเกรงกลัว พูดง่าย ๆ ก็คือ การกระทำการล่วงอำนาจของผู้ที่เหนือกว่าได้
            เมื่อเห็นของที่มีลักษณะหลายแบบหลายอย่างปนกันอยู่ดูไม่เข้ากัน เป็นคนละพวกกัน เรามักจะเรียกว่า “หัวมังกุฏท้ายมังกร” แต่สำนวนนี้เป็นสำนวนที่ใช้กันผิดเพี้ยนจนเป็นความเคยชินและคิดว่าถูกต้อง อันที่จริงควรใช้ว่า “หัวมังกุท้ายมังกร” เพราะมังกุเป็นสัตว์ในนิยาย แต่จะมีรูปร่างอย่างไรไม่มีหลักฐานบ่งบอกไว้ ทราบกันแต่เพียงว่าสมัยโบราณมีเรือมังกุ ซึ่งกาญจนาคพันธุ์นักปราชญ์ทางภาษาสันนิษฐานว่า คงเป็นเรือที่มีการทำหัวเรือเป็นมังกุซึ่งเป็นสัตว์ในนิยายส่วนท้ายเรือทำเป็นรูปมังกร เรียกเรือลักษณะแบบนี้ว่า เรือหัวมังกุท้ายมังกร ต่อมาสำนวนนี้จีงหมายถึง สิ่งที่มีลักษณะผสมของแบบที่แตกต่างกันไม่เข้ากัน ไม่กลมกลืนกัน อักษราก็เลยขอนำสำนวนนี้มาอยู่ในกลุ่มของสำนวนที่เกี่ยวกับงูไปด้วยเลย

            ชึ้นชื่อว่างู ไม่ว่าจะเป็นงูตัวเล็กหรืองูตัวใหญ่ ก็ล้วนแต่เป็นอันตราย ต้องระมัดระวัง ต้องบอกว่า ขออย่าได้พบพานงูเงี้ยวเขี้ยวขอเห็นจะดีที่สุด พูดไทยเขียนไทยฉบับหน้า อักษราจะชี้ม้าสัตว์สัญลักษณ์ปีมะเมียมาพบกับชาวกรมประชาสัมพันธ์…ฮี้…ฮี้..กับ…กับ…

ขอขอบคุณข้อมูล
thainews.prd.go.th

นานาสัตว์ในสำนวนไทย 5

           พูดไทยเขียนไทยและอักษรา พบกับชาวกรมประชาสัมพันธ์เช่นเคย ยังคงอยู่กับสำนวนไทย ชุด นานาสัตว์ในสำนวนไทย ฉบับนี้เป็นตอนที่ ๕ แล้ว อักษราจะพาชาวกรมประชาสัมพันธ์ดำน้ำลงไปดูปลา สัตว์น้ำที่เป็นอาหารของคนไทยมาแต่โบร่ำโบราณ ซึ่งแสดงความอุดมสมบูรณ์ของบ้านเราเมืองเรามาแต่อดีต ดังข้อความในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชที่ว่า “…ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว…” ปลาจึงเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตคนไทยอย่างแยกไม่ออก รวมทั้งยังเข้ามาอยู่ในสำนวนไทยหลายสำนวนอีกด้วย เช่น ฝนสั่งฟ้าปลาสั่งหนอง ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ปลาหมอตายเพราะปาก งูๆ ปลาๆ จับปลาสองมือ เกลียดตัวกินไข่เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง ฯลฯ
                เริ่มที่สำนวน ฝนสั่งฟ้าปลาสั่งหนอง มาจากฝนที่ตกลงมาก่อนที่จะหมดฤดูฝนและมักเป็นฝนที่ตกลงมาหนักเสียด้วย ส่วนปลาก็ต้องเตรียมย้ายจากหนองน้ำที่เคยอยู่เพราะน้ำกำลังจะแห้งไปอยู่หนองน้ำอื่น สำนวนฝนสั่งฟ้าปลาสั่งหนอง ใช้ในความหมายว่า การกระทำเป็นครั้งสุดท้ายก่อนลาจากกัน
                ถัดมาเป็นสำนวน ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ถ้าอธิบายแบบวิทยาศาสตร์ก็ต้องบอกว่า เป็นวงจรชีวิตของสัตว์ทั่วไปที่ปลาตัวใหญ่ย่อมต้องกินปลาตัวเล็กเป็นอาหารเพื่อความอยู่รอด แต่ถ้ามาเป็นสำนวนเปรียบเทียบกับคนแล้วกลับกลายเป็นการแสดงความเอาเปรียบข่มเหงรังแก คนที่ตัวใหญ่กว่าชอบข่มแหงรังแกคนที่ตัวเล็กกว่า สำนวนปลาใหญ่กินปลาเล็ก ใช้ในความหมายว่า คนที่มีอำนาจหรือผู้ใหญ่ที่ชอบข่มแหงหรือรังแกผู้น้อยหรือผู้ที่อ่อนแอกว่า
                ต่อมาอีกสำนวน คือ ปลาหมอตายเพราะปาก สำนวนนี้มาจากธรรมชาติของปลาที่ชอบผุดจากน้ำขึ้นมาหายใจบนผิวน้ำ ปลาหมอเป็นปลาที่คนนิยมกินเพราะขนาดตัวกำลังดี และที่สำคัญปลาหมอชอบผุดขึ้นมาเล่นน้ำอย่างชุกชุมในบริเวณที่คนสังเกตเห็นได้ ก็เลยไม่ต้องเสียเวลามาก หย่อนเบ็ดที่ปลาหมอชอบผุดขึ้นมา ก็ได้ปลาหมอมาทำอาหารอย่างแน่นอน สำนวนปลาหมอตายเพราะปากนี้ จึงใช้เปรียบกับคนที่พูดมาก อาจตายเพราะปากได้ หรือ หมายถึง คนที่ชอบพูดพล่อยๆ จนตัวเองได้รับความเดือดร้อน
                ส่วนสำนวน งูๆ ปลาๆ อาจจะเกิดจากลักษณะของงูกับปลาไหลที่มีลำตัวยาวๆ คล้ายกัน คนที่ไม่สังเกตก็อาจจะแยกความแตกต่างของงูกับปลาไหลไม่ค่อยได้หรืออาจจะแค่แยกได้ว่าตัวนี้เป็นงูตัวนี้เป็นปลาไหลเท่านั้นเอง จึงเรียกว่ารู้แบบงูๆ ปลาๆ รู้นิดหน่อยเท่านั้นเอง ส่วนสำนวนงูๆ ปลาๆ ใช้ในความหมายว่า มีความรู้เพียงเล็กน้อยหรือรู้ไม่จริงจะทำสิ่งใดทำอะไรก็ทำได้ไม่ดีเท่าไหร่
                สำหรับสำนวน จับปลาสองมือ สำนวนนี้มาจากการจับปลาที่หมายถึงการใช้มือทั้งสองข้างจับปลาตัวเดียวซึ่งจะจับได้แน่น ปลาก็ไม่สามารถดิ้นหลุดไปได้ แต่จับปลาสองมือ สำนวนนี้ หมายถึง ใช้มือขวาจับปลาหนึ่งตัวและใช้มือซ้ายจับปลาอีกหนึ่งตัว อาจจะเป็นเพราะความโลภที่อยากได้ปลาสองตัวพร้อมๆ กัน ท้ายที่สุดปลาก็ดิ้นหลุดมือไปทั้งสองตัว สำนวนจับปลาสองมือนี้ ใช้ในความหมายว่า การทำงานสองอย่างในเวลาเดียวกัน อาจจะได้ผลไม่เต็มที่หรือออาจจะไม่ได้ผลเลย มักใช้ตำหนิคนที่จับงานโน้นทีจับงานนี้ที อาจเกิดความเสียหายกับงานได้ไม่มีงานใหนสำเร็จซักงานเดียว
                ปิดท้ายสำนวนไทยที่เกี่ยวกับปลา เกลียดตัวกินไข่เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง มาจากบางคนที่ไม่ยอมกินปลาไหลเพราะเกลียดที่ปลาไหลมีลักษณะเหมือนงู แต่ถ้าเอาปลาไหลมาแกงก็สามารถตักน้ำแกงมาซดกินได้หน้าตาเฉย เพราะน้ำแกงจากปลาไหลนั้นรสชาติอร่อยแม้จะไม่ชอบตัวปลาไหลแต่ก็กินน้ำแกงปลาไหลได้ สำนวนนี้ใช้ในกรณีที่เกลียดหรือไม่ชอบสิ่งใด แต่ก็ยังไปเกี่ยวข้องกับสิ่งนั้น เพราะตัดไม่ขาดจริงเหมื่อนเกลียดปลาไหลแต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะซดน้ำแกงจากปลาไหล
                ฉบับหน้าอักษราจะพาชาวกรมประชาสัมพันธ์ ไปรู้จักกับสัตว์ชนิดใดที่เป็นที่มาของสำนวนไทย อย่าลืมติดตามพูดไทยเขียนไทยฉบับหน้า

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
thainews.prd.go.th

นานาสัตว์ในสำนวนไทย 4

          พูดไทยเขียนไทยยังคงเสนอเรื่องราวของสำนวนไทยกันอยู่ เป็นชุดที่นำเรื่องราวของสัตว์ต่างๆ ที่นอกเหนือไปจากสัตว์ที่เป็นสัญลักษณ์ของสิบราศีที่ได้นำเสนอจนจบชุดไปแล้ว ชุดนี้ใช้ชื่อว่า นานาสัตว์ในสำนวนไทย ฉบับนี้เป็นตอนที่ ๔ เป็นเรื่องราวของแมว สัตว์เลี้ยงน่ารักอีกชนิดหนึ่งที่คนไทยคุ้นเคยเป็นอย่างดี บางบ้านเลี้ยงทั้งแมวเลี้ยงทั้งหมา จนสัตว์ทั้งสองเป็นเพื่อนกันไปเลยก็มี

                แมวปรากฏตัวอยู่ในสำนวนไทยหลายสำนวน เช่น ย้อมแมวขาย ที่เท่าแมวดิ้นตาย ปิดประตูตีแมว ชื่อเป็น (เหมือน) แมวนอนหวด ฝากเนื้อไว้กับเสือ ฝากปลา (ย่าง) ไว้กับแมว หุงข้าวประชดหมา ปิ้งปลาประชดแมว ฯลฯ

                เริ่มกันที่สำนวนแรก “ย้อมแมวขาย” สำนวนนี้น่าจะมาจากการเลี้ยงแมวของคนไทย เจ้าของแมวอาจจะเห็นว่าแมวของตนมีสีขนไม่สวย แมวมีลักษณะไม่ดี เจ้าของก็เลยนำแมวมาตกแต่งย้อมสี ให้เห็นว่า แมววของตนมีสีสันสวยงาม สำนวนย้อมแมวขาย ใช้ในความหมายว่า ตกแต่งสิ่งที่ไม่ดี ไม่สวยงาม โดยมีเจตนาให้ผู้อื่นเชื่อว่าเป็นของดี ส่วนใหญ่มักใช้พูดประชดประชันเสียดสีสาวงามที่ขึ้นประกวดเวทีต่างๆ ที่มักถูกปรับปรุงรูปโฉมให้สวยงามหลอกสายตาขณะกรรมการตัดสินการประกวด ยิ่งไปกว่านั้นสาวงามบางคนอาจจะไม่ใช่สาวบริสุทธิ์

                ถัดมาคือสำนวน “ที่เท่าแมวดิ้นตาย” สำนวนนี้มาจากนิทานพื้นบ้านเรื่องศรีธนญชัย ชาวกรมประชาสัมพันธ์คงจำกันได้ เรื่องของเรื่องก็คือว่า ศรีธนญชัยทูลขอที่ดินจากพระเจ้าแผ่นดิน พระเจ้าแผ่นดินเห็นว่าเป็นที่ดินไม่มากมีขนาดเล็กเท่าแมวดิ้นตายคงมีขนาดเล็กแค่ตารางวาเดียว ก็ตกลงตกปากรับคำว่าจะยกที่ดินให้ แต่ศรีธนญชัยเจ้าปัญญา (ผสมกับเจ้าเล่ห์) เอาแมวตัวหนึ่งมาผูกเชือกไว้ แล้วใช้ไม่เฆี่ยนตีแมวให้ดิ้นไปเรื่อยๆ จนแมวตาย แมวดิ้นไปกว่าจะตายก็บริเวณกว้างมาก ศรีธนญชัยก็เลยได้ที่ดินมากมาย สำนวนวนที่เท่าแมวดิ้นตาย หมายถึง ที่ดินเพียงเล็กน้อยจริงๆ แต่ที่ดินเท่าแมวดิ้นตายตามอุบายของศรีธนญชัยกลับกลายเป็นเรื่องตรงกันข้าม สำนวนที่เท่าแมวดิ้นตายใช้เปรียบเทียบว่าเป็นเจ้าของที่ดินเพียงผืนเล็กๆ เท่านั้น

                สำนวนต่อมาคือสำนวน “ปิดประตูตีแมว” อย่างที่บอกชาวกรมประชาสัมพันธ์ไว้แล้วว่า แมวเป็นสัตว์เลี้ยงของคนไทยที่นิยมเลี้ยงไว้ตามบ้านเหมือนสุนัข บ้านของอักษราเองที่ต่างจังหวัดก็เคยเลี้ยงแมวบางวันก็เห็นมันหายไปไม่มาเดินให้เห็น แม่ของอักษราเคยบ่นว่า มันชอบหนีเที่ยว คงจะเข้าไปในบ้านคนอื่นในละเวกนั้น แมวที่เข้าไปเร่ร่อนในบ้านคนอื่นนั้นคงทำความรำคาญให้เจ้าของบ้านอยู่ไม่น้อย ไล่มันแล้วเจ้าเหมียวก็ไม่ค่อยยอมจะไป อาจจะต้องจัดการขั้นเด็ดขาด คือปิดประตูไล่ตีให้มันเข็ดหลาบ จะได้ไม่กล้าเข้ามาในบ้านอีก สำนวนปิดประตูตีแมว หมายความว่า รังแกหรือทำร้ายคนที่ไม่มีทางสู้และไม่มีทางหนีรอดไปได้

                ส่วนสำนวนนี้ “ซื่อเหมือนแมวนอนหวด” ชาวกรมประชาสัมพันธ์ คงรู้จักภาชนะที่เรียกว่า “หวด” ที่ใช้สำหรับนึ่งข้าวเหนียวของชาวอีสาน สำนวนนี้เกิดจากอาการของแมวที่ลงไปนอนในหวดนึ่งข้าวเหนียวซึ่งมีลักษณะโค้งงอ เวลาแมวลงไปนอนในหวดแล้วแมวต้องนอนงอตัวให้โค้งไปตามรูปร่างของหวด มองดูเผินๆ เหมือนว่าแมวนอนสบาย แต่จริงๆ แล้วแมวนอนในหวดอย่างลำบาก แต่แกล้งทำให้ดูเหมือนว่านอนสบาย สำนวนซื่อเหมือนแมวนอนหวด จึงหมายความว่า แกล้งทำเป็นซื่อ จริงใจ แต่จริงๆ แล้วไม่ได้ซื่อใช้เปรียบเปรยประชดประชันคนที่แกล้งทำเป็นคนซื่อตรง แต่ความจริงแล้วไม่ได้ซื่อเหมือนอย่างที่มองเห็นเลย ใครมีลักษณะแบบนี้คงคบหาสมาคมด้วยไม่ได้ เพราะขาดความจริงใจ

                อีกสำนวนหนึ่งคือ สำนวน “ฝากเนื้อไว้กับเสือ ฝากปลา (ย่าง) ไว้กับแมว” ก็แหม… ไปฝากของชอบไว้กับผู้ที่ชอบสิ่งนั้นแล้วจะไปเหลืออะไร เนื้อสัตว์ทุกชนิดเป็นของชอบของเสืออยู่แล้ว ส่วนปลา (ย่าง) ก็ของชอบของเจ้าแมวเหมียว ฝากแล้วจะไปเอาคืนน่ะเหรอ เสือก็กินเนื้อหมดแล้ว แมวก็กินปลา (ย่าง) หมดแล้วเหมือนกัน สำนวนนี้ใช้ในโอกาสที่ฝากสิ่งใดสิ่งหนึ่งไว้กับผู้ที่ชอบสิ่งนั้น แน่นอนว่าย่อมสูญหายไม่ได้คืน จึงเตือนใจไว้ว่า ไม่ควรฝากไว้เป็นอันขาด

                ปิดท้ายสำนวนไทยที่เกี่ยวกับแมวกับสำนวน “หุงข้าวประชดหมา ปิ้งปลาประชดแมว” แมวนั้นชอบกินปลาอยู่แล้ว แม้เจ้าของจะให้กินปลาจนอิ่มแล้วก็ตาม แต่ถ้าเผลอมันก็แอบขโมยปลากินอีก และถ้าเจ้าของแกล้งเอาปลาย่างหรือปิ้งประชดให้มันกินอีก เพราะคิดว่ามันจะอายหรือกระดากใจไม่กล้ากินแต่มันก็กินจนหมดอีกนั่นล่ะ สำนวนนี้ใช้กับความหมายว่า ทำอะไรหรือทำสิ่งใดเป็นการประชดประชัน ทำกระทบกระแทกแดกดัน มีแต่จะเสียประโยชน์เปล่าๆ เพราะคนที่เราแกล้งประชดประชัน เขาไม่สนใจไม่รู้เรื่องที่เราทำประชดเขาหรอก

                นี่ล่ะบทบาทของเจ้าแมวเหมียวในสำนวนไทย ชาวกรมประชาสัมพันธ์ที่สนใจเรื่องของสำนวนไทย หาอ่านเพิ่มเติมได้จากหนังสือที่เกี่ยวข้องกับสำนวนไทยได้ สำนวนไทยนั้นให้มุมมองให้แง่คิดกับการดำรงชีวิตได้ไม่น้อย ฉบับนี้หมดหน้ากระดาษแล้ว พบกับอักษราและพูดไทยเขียนไทย ชุด นานาสัตว์ในสำนวนไทยได้ใหม่ฉบับหน้า ฉบับนี้ขอลากันก่อน.

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
thainews.prd.go.th

นานาสัตว์ในสำนวนไทย 3

          พูดไทยเขียนไทยฉบับนี้ ถึงคาวที่ตุ๊กแก สัตว์เลื้อยคลาน  และจระเข้สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำจะมาขอปรากฏตัวในสำนวนไทยบ้าง ชาวกรมประชาสัมพันธ์ที่ไม่พิสมัยตุ๊กแก และไม่ถูกชะตากับจระเข้ จะไม่อ่านก็ได้ อักษราไม่ว่ากันอยู่แล้ว ส่วนชาวกรมประชาสัมพันธ์ที่ไม่รังเกียจเจ้าสัตว์สองชนิดนี้ รู้ไว้สักหน่อยว่ามันมาอยู่ในสำนวนไทยได้อย่างไร
                สำนวนว่า “กินปูนร้อนท้อง” นั้น ว่ากันว่ามากจากตุ๊กแกที่เมื่อกินปูนเข้าไปแล้วร้อนในท้องจนต้องร้องออกมา ส่วนทำไมต้องกินด้วยล่ะ ก็ยังไม่มีใครตอบได้ สำนวนนี้ใช้ในโอกาสที่มีผู้เดือดเนื้อร้อนตัวเมื่อมีใครมาพูดถึงความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งโดยไม่รู้ตัวผู้ทำผิด แต่ผู้นั้นก็ร้อนตัว ออกมาปฏิเสธพัลวันจนทำให้เข้าใจว่าผู้นั้นเองเป็นผู้กระทำ
                ส่วน จระเข้ มาพร้อมกับ เสือ ในสำนวนว่า “หนีเสือปะจระเข้” ชาวกรมประชาสัมพันธ์ที่ติดตามคอลัมน์พูดไทยเขียนไทย มาตั้งแต่สำนวนไทยให้แง่คิด ชุด สำนวนไทยที่เกี่ยวกับสัตว์สิบสองราศีคงจำได้ว่า เสือ นั้นเคยปรากฏตัวมาแล้วครั้งหนึ่งเป็นสุตว์สัญลักษณ์ปีขาล ทั้งเสือและจระเข้เป็นสัตว์ทีทำอันตรายมนุษย์ทั้งคู่ สำนวนนี้จึงหมายความว่า หนีอันตรายอย่างหนึ่งแล้วต้องพบกับอันตรายอีกอย่างหนึ่ง
                อีกสำนวนหนึ่งที่กล่าวถึงจระเข้ คือ “สอนจระเข้ให้ว่ายน้ำ” จระเข้นั้นเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ คืออยู่ได้ทั้งในน้ำและบนบกจึงไม่จำเป็นตรงไปสอนในสิ่งที่จระเข้เก่งและชำนาญอยู่แล้ว สำนวนนี้หมายความว่า สอนในสิ่งที่เขารู้อยู่แล้วชำนาญอยู่แล้ว
                ปิดท้ายกับสำนวน “จระเข้ขวางคลอง” ในสมัยก่อน แม่น้ำลำคลองยังมีจระเข้ชุกชุม ถ้าชาวบ้านพายเรือไปในคลองแล้วพบจระเข้นอนขวางอยู่ก็จำเป็นต้องหยุดเรืออยู่ตรงนั้น พายเรือต่อไปไม่ได้ สำนวนนี้จึงหมายถึง มีอุปสรรคมีสิ่งกีดขวางการทำงาน ใช้กล่าวตำหนิผู้ที่ชอบกันท่าผู้อื่นไม่ให้ทำงานทำการได้โดยสะดวก
                จะมีสัตว์ชนิดใหนมาปรากฏอยู่ในสำนวนไทยอีกบาง ติดตามคอลัมน์พูดไทยเขียนไทยฉบับหน้า

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
thainews.prd.go.th

นานาสัตว์ในสำนวนไทย ๒

          ถึงจะทักทายสวัสดีปีใหม่ล่าช้าไปบ้าง ต้องขออภัย อักษราขอสวัสดีปีใหม่ชาวกรมประชาสัมพันธ์แฟนๆ คอลัมน์พูดไทยเขียนไทยทุกๆ คน ขอให้สุขกายสบายใจกันโดยทั่วหน้า เริ่มต้นปีใหม่อักษราขอพาสัตว์ใหญ่มาทักทายกันซะเลย ใช่แล้ว “ช้าง” สัตว์ที่มีบุญคุณและมีประโยชน์กับชาติไทยมาแต่โบราณ ช้างปรากฏตัวอยู่ในสำนวนไทยหลายสำนวน เช่น ขี่ช้างจับตั๊กแตน เลี้ยงช้างกินขี้ช้าง ดูช้างให้ดูหน้าหนาว ดูสาวให้ดูหน้าร้อน ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวปิด ฆ่าช้างเอางา ฯลฯ ลองอ่านกันไปทีละสำนวนเชื่อว่าคงให้มุมมองแง่คิดกับชาวกรมประชาสัมพันธ์ได้ไม่น้อย

01-2551_clip_image002

                ช้าง ในสำนวน “ขี่ช้างจับตั๊กแตน” มองเห็นความแตกต่างระหว่างช้างกับตั๊กแตนได้ชัดเจน ตั๊กแตนเป็นแมลงตัวเล็กจับยาก ถ้าจะจับต้องใช้สวิงขนาดเล็กผูกกับไม้ปลายยาว ไล่ครอบจึงจะจับได้ ถ้าใช้มือไม่มีทางที่จะจับได้ เพราะตั๊กแตนบินไปได้ไกลๆ และรวดเร็วมาก ส่วนช้างเป็นสัตว์ตัวใหญ่เทียบไม่ได้กับแมลงอย่างตั๊กแตน และถ้าเราต้องขี่ช้างไปจับตั๊กแตน จะสมควรแล้วหรือ เป็นเรื่องที่ต้องลงทุนลงแรงกันถึงขนาดนั้นเชียวหรือ สำนวนขี่ช้างจับตั๊กแตนจึงหมายความถึงสิ่งที่เราทำใหญ่โตเกินความจำเป็นหรือเกินกว่าเหตุ ใช้เปรียบเทียบเพื่อชี้ให้เห็นว่า การลงทุนอย่างมหาศาลเพื่อทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ใหญ่โต แต่ไดผลประโยชน์หรือผลตอบแทนพียงนิดเดียวนั้น ไม่คุ้มค่า ไมสมควรที่จะทำ

                ช้าง ในสำนวนต่อมา คือ สำนวนว่า “เลี้ยงช้างกินขี้ช้าง” มีที่มาจาก คนเลี้ยงช้างของหลวงในสมัยโบราณที่เรียกว่า ตะพุ่น คือ คนเกี่ยวหญ้ามาให้ช้างกิน โดยเมื่อเกี่ยวหญ้าแล้วก็จะนำมาวางกองไว้ห่างๆ ไม่ให้ช้างเอางวงตวัดหญ้ากินเองได้ เมื่อช้างหิวก็ส่งเสียงร้องและฟวดงวงไปมา คนที่เดินผ่านมาก็เกิดความสงสัยถามว่าทำไมถึงไม่เอาหญ้าให้ช้างกิน คนเลี้ยงก็ตอบว่าถ้าอยากให้ช้างกินหญ้าก็ช่วยซื้อหญ้าให้ช้างกินหน่อยเถอะ ด้วยความสงสารคนที่เห็นดังนั้นก็เลยต้องซื้อหญ้าให้ช้างกิน คนเลี้ยงช้างก็เลยได้เงินค่าหญ้าไปฟรีๆ สำนวนเลี้ยงช้างกินขี้ช้างจึงหมายถึง หาประโยชน์จากงานที่ตนเองทำอยู่ ใช้เปรียบเทียบคนที่ทำงานชนิดใดแล้วพลอยมีส่วนได้ประโยชน์จากงานนั้น แต่เป็นประโยชน์ที่ไม่ถูกต้องไม่บริสุทธิ์

                อีกสำนวนหนึ่งที่มี ช้าง ปรากฏอยู่ คือ สำนวนว่า “ดูช้างให้ดูหน้าหนาว ดูสาวให้ดูหน้าร้อน” ชาวกรมประชาสัมพันธ์ที่เคยสงสัย คงได้หายสงสัยกันเสียที คนโบราณให้ดูช้างหน้าหนาวก็เพราะว่า หน้าหนาวเป็นเวลาที่ช้างตกมัน จะเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นดุร้ายอาละวาดคนที่เลี้ยงช้างเป็นเจ้าของช้างก็จะรู้ว่าช้างตัวไหนมีพละกำลังมากในการชักลากซุง ส่วนในหน้าร้อน หญิงสาวมักแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าน้อยชิ้น ทำให้เห็นรูปร่างสัดส่วนผิวพรรณที่สวยงาม ชายหนุ่มจึงชอบดูหญิงสาวในหน้าร้อนนี่เอง สำนวนนี้เป็นคำกล่าวแนะนำให้สังเกตลักษณะของช้างและหญิงสาวที่เป็นไปตามธรรมชาติและสภาวะอากาศ

01-2551_clip_image006

                สำนวนนี้ก็เป็นอีกสำนวนหนึ่งที่เปรียบเทียบสิ่งใหญ่กับสิ่งเล็ก สำนวนว่า “ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวมาปิด” ช้างนั้นตัวใหญ่มากเมื่อเทียบกับใบบัว ใบบัวจะปิดช้างทั้งตัวได้อย่างไร เช่นเดียวกับความชั่วที่พยายามกลบเกลื่อนปกปิด ไม่สามารถปิดมิด ความจริงย่อมปรากฏออกมาไม่วันใดก็วันหนึ่ง สำนวนนี้ใช้เปรียบเทียบกับคนที่ไม่ยอมสารภาพรับผิด พยายามกลบเกลื่อนปิดบัง

                ปิดท้ายสำนวนไทยที่เกี่ยวกับช้างสำนวนนี้ คือ “ฆ่าช้างเอางา” ช้างเป็นสัตว์ที่มีคุณประโยชน์มาก ทั้งลากซุง ทั้งเป็นยานพาหนะ ช้างไม่ได้มีประโยชน์ด้านแรงงานเท่านั้น แต่ช้างยังเป็นสัตว์ที่มีความสวยงามโดยเฉพาะงา เชื่อกันว่างาช้างเป็ของมงคล ทำให้คนอยากไดไว้ครอบครอง แต่การจะได้งาช้างนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยต้องล้มช้าง (ฆ่าช้าง) เสียก่อนจึงจะเอางามาได้ เป็นการทำลายสิ่งใหญ่โต (คือช้างทั้งตัว) เพื่อแลกกับสิ่งเล็กน้อย (คือ งาเพียงคู่เดียว) โดยไม่คำนึงว่าสมควรหรือไม่ สำนวนนี้ใช้เตือนสติให้เห็นถึงความสำคัญของสิ่งที่จะได้มา โดยต้องทำลายสิ่งที่มีค่ามากมายไป เป็นการแลกเปลี่ยนที่ไม่คุ้มค่า
                สัตว์ชนิดไหนที่จะมาปรากฏตัวในสำนวนไทยกันอีก ชาวกรมประชาสัมพันธ์ต้องติดตาม คอลัมน์พูดไทยเขียนไทยฉบับหน้า

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
thainews.prd.go.th

        นานาสัตว์ในสำนวนไทย ๑

         คอลัมน์พูดไทยเขียนไทย ได้นำเสนอเรื่องของถ้อยคำสำนวนชวนคิด ชุด สำนวนไทยที่เกี่ยวกับสัตว์สิบสองราศี มาตั้งแต่สำนวนไทยเกี่ยวกับไก่สัญลักษณ์ปีระกาจนจบลงที่สำนวนไทยเกี่ยวกับลิงสัญลักษณ์ปีวอกจนครบจำนวนสัตว์ที่เป็นสัญลักษณ์ของสิบสองราศีแล้ว แต่ก็ยังมีสัตว์อื่นๆ อีกหลายชนิดที่ปรากฎอยู่ในสำนวนไทย อักษราเห็นว่าน่าจะนำเสนอต่อเนื่องกันไปใน ชุด นานาสัตว์ในสำนวนไทย ซึ่งมีทั้งหมดรวม ๖ ตอน โดยขอเริ่มจากนานาสัตว์ในสำนวนไทย ตอนที่ ๑ ในฉบับนี้ ซึ่งเป็นสำนวนไทยที่มีควา กระต่าย กระรอก เด่า และตุ่น ปรากฎอยู่ในสำนวนเหล่านั้น
                เริ่มที่ ควาย ปรากฎอยู่ในสำนวน “ฆ่าควายเสียดายพริก”บางทีก็ว่า “ฆ่าควายเสียดายเกลือ” สำนวนนี้มาจากการล้มวัวล้มควาย (ฆ่าวัวฆ่าควาย) เพื่อนำเนื้อและอวัยวะต่างๆ ของมันมาทำอาหารเลี้ยงแขกเหรื่อที่มาร่วมงาน เช่น งานบวช งานโกนจุก งานขึ้นบ้านใหม่ ฯลฯ เจ้าภาพหรือเจ้าของงานอุตส่าห์ลงทุนลงแรงล้มวัวล้มควายเพื่อนำเนื้อของมันมาทำอาหารเลี้ยงแขกเหรื่อ ถ้ามัวแต่เสียดายเครื่องปรุงรสอย่างพริกและเกลือเสียแล้ว อาหารที่ทำก็คงมีรสชาติไม่อร่อย สำนวนว่า ฆ่าควายเสียดายพริก หรือ ฆ่าควายเสียดายเกลือ จึงหมายความว่า  ทำงานใหญ่โตหรือจัดงานใหญ่โต ถ้ามัวแต่ตระหนี่ถี่เหนียวกลัวหมดเปลืองหรือเสียดายเงินก็จะทำให้งานเกิดความเสียหายได้
                ส่วน กระต่าย ปรากฎอยู่ในสำนวน “กระต่ายตื่นตูม” และ “กระต่ายหมายจันทร์” สำนวนกระต่ายตื่นตูมมีที่มาจากนิทานที่เล่ากันต่อๆ มา ชาวกรมประชาสัมพันธ์คงจำนิทานเรื่องนี้ได้ เรื่องมีอยู่ว่า กระต่ายนอนหลับอยู่ใต้ต้นตาล ลูกตาลหล่นจากต้นลงมาที่พื้นดินเสียงดังตูมกระต่ายตกใจตื่นและออกวิ่งสุดชีวิตเพราะคิดว่าฟ้าถล่ม คนโบราณจึงนำสำนวนว่า กระต่ายตื่นตูม มาเปรียบเทียบกับคนที่ตื่นตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม เช่น ถ้าเราได้ยินข่าวรือว่าจะเกิดสงครามโลกบ้าง น้ำมันจะหมดโลกบ้าง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ทำให้หลายคนหวาดกลัววิตกกังวลเกินเหตุตระหนกตกใจกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึงเปรียบได้กับพฤติกรรมของกระต่ายในนิทาน สำนวนกระต่ายตื่นตูมนี้ จึงใช้ในความหมายเชิงตำหนิ คนที่หวาดกลัว วิตกกงวลกับเหตุการณ์หรือเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น
                กระต่ายปรากฎตัวอยู่ในอีกสำนวนหนึ่ง คือ สำนวน “กระต่ายหมายจันทร์” ธรรมชาติของกระต่ายชอบหากินตอนกลางคืน ส่วนกลางวันจะนอนเล่นตามร่มไม้ เพราะเหตุที่กระต่ายชอบหากินตอนกลางคืนนี้เอง ก็เลยทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า มันชอบแสงจันทร์ชอบแหงนดูพระจันทร์ จึงนำเอาพฤติกรรมของกระต่ายมาเปรียบกับผู้ชายว่าเหมือนกระต่ายที่มีฐานะต่ำต้อยอยู่บนพื้นดิน หมายปองผู้หญิงซึ่งเปรียบเหมือนพระจันทร์ที่อยู่บนท้องฟ้ามีฐานะสูงไม่มีวันที่ผู้ชายต่ำต้อยจะสมหวังกับผู้หญิงสูงศักดิ์ได้ สำนวนกระต่ายหมายจันทร์ ใช้เปรียบคู่รักชายหญิงที่ไม่คู่ควรกัน ฝ่ายชายต่ำต้อยกับฝ่ายหญิงสูงศักดิ์ ซึ่งคล้ายกับสำนวนดอกฟ้ากับหมาวัด
                มาถึง กระรอก ปรากฎตัวในสำนวน “ไม่เห็นน้ำตัดกระบอก ไม่เห็นกระรอกโก่งหน้าไม้”ชีวิตความเป็นอยุ่ของคนเดินป่าหรือพวกนายพรานนั้น เมื่อจะออกเดินป่าก็ต้องตัดไม้ไผ่มาทำกระบอกน้ำติดตัวเวลาเดินทางและต้องนำหน้าไม้ติดตัวไปด้วย (หน้าไม้ เป็นเครื่องยิงชนิดหนึ่ง มีคันและราง ยิงด้วยลูกหน้าไม้) แต่คนเดินป่าหรือนายพรานบางคนก็ไม่ชอบตัดไม้ไผ่ทำกระบอกน้ำติดตัวไป แต่จะไปหาเองข้างหน้าระหว่างเดินทาง จะเอาเฉพาะหน้าไม้ติดตัวไปเท่านั้น เมื่อพบแหล่งน้ำแล้วจึงค่อยตัดไม้ไผ่มาทำกระบอกน้ำ ถ้ายังไม่พบแหล่งน้ำยังไม่ตัดไม้ไผ่มาทำกระบอกซึ่งอาจจะเหนื่อยเปล่าเพราะไม่มีแหล่งน้ำก็ได้ เช่นเดียวกับการโก่งหน้าไม้ที่ยังไม่เห็นกระรอกให้ยิง การโก่งหน้าไม้ก็เสียเวลาเปล่า สำนวนไม่เห็นน้ำตัดกระบอก ไม่เห็นกระรอกโก่งหน้าไม้จึงหมายถึง รีบทำไปทั้งๆ ที่ยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม หรือยังไม่ถึงเวลาที่สมควร
                ปิดท้ายกับ เต่าและตุ่น ที่อยู่ในสำนวน “โง่เง่าเต่าตุ่น” เต่า เป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำลักษณะเด่น คือ มีกระดอง ซึ่งเป็นสัตว์ที่รู้จักกันดี ส่วนตุ่น เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม รูปร่างคล้ายหนูตะเภา ขุดรูเป็นที่อยู่อาศัย สำนวน “โง่เง่าเต่าตุ่น” นี้ ใช้ทั่วไปในความหมายของ คนโง่คนเซ่อ  นอกจากควาย กระต่าย กระรอก เต่า และตุ่นแล้ว ยังมีสัตว์อีกหลายชนิดที่ปรากฎอยู่ในสำนวนไทย อักษราขอเชิญชาวกรมประชาสัมพันธ์ ติดตามนานาสัตว์ในสำนวนไทย ตอนที่ ๒ กันต่อในฉบับหน้า
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
thainews.prd.go.th

ที่มาของสำนวนไทย “พูดเป็นต่อยหอย

คำว่า ต่อยหอย ประกอบด้วยคำว่า ต่อย กับ หอย 

คำว่า ต่อย หมายถึง เอาของแข็งหรือของหนักเคาะ ตี
หรือทุบสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้แตกหรือหลุดออก
เช่น ต่อยหิน ต่อยมะพร้าว ต่อยมะขวิด

 ”ต่อยหอย” เป็นสำนวนหนึ่งในภาษาไทย หมายถึง พูดฉอด ๆ, พูดไม่หยุดปาก
สำนวนนี้มาจากการต่อยหอยเช่นหอยนางรมที่เกาะอยู่ตามหิน
วิธีการต่อยเอาหอยนางรมออกมานั้น ทำได้โดยใช้ค้อนเล็ก ๆ เคาะให้เปลือกแตกออก
เพื่อเอาตัวหอยที่อยู่ข้างใน เสียงค้อนกระทบเปลือกหอยจะดังอยู่เรื่อย ๆ

ผู้ที่พูดไม่หยุดจึงเปรียบว่า พูดอย่างกับต่อยหอย หรือ “พูดเป็นต่อยหอย”

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
pbmath.exteen.com

หมวด อ

         อดเปรี้ยวกินหวาน
หมายความว่า ให้ละทิ้งสิ่งที่ไม่ดีนั้นเสีย เพื่อรับเอาสิ่งที่ดีเข้าไว้ ถึงแม้ว่าจะต้องใช้เวลาอดใจรออยู่นาน ก็ยังดีกว่า เพราะผลที่จะได้รับข้างหน้านั้น ย่อมดีกว่า
 

S24

อยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดาย ปั้นวัวปั้นควายให้ลูกท่านเล่น
           สำนวนนี้มีความหมายอธิบายอยู่แล้ว คือเมื่ออาศัยอยู่บ้านใคร ก็อย่าอยู่เปล่า ควรช่วยทำงานทำการให้เป็นประโยชน์ต่อเขาบ้าง เพียงแค่เอาดินมาปั้นเป็นตุ๊กตาให้เด็ก ๆ ลูกหลานในบ้านท่านเล่นก็ยังดี แต่ประโยคนี้ เป็นการเปรียบเทียบให้เห็นว่า เพียงแต่ช่วยดูแลเด็กเล็กในบ้านให้แก่ท่านผู้นั้นก็ถือว่าเป็นประโยชน์ดีกว่าอยู่เปล่า ๆ
 
อ้อยเข้าปากช้าง 
          หมายความว่า สิ่งที่หลุดลอยไปเป็นของคนอื่นแล้ว ก็ย่อมจะสูญหรือไม่มีทางจะได้คืนมาง่าย ๆ มักหมายถึงการที่เสียรู้หรือเสียประโยชน์ไปโดยถูกช่วงชิง หรือโดยความผิดพลาดอย่างหนึ่งอย่างใดแล้ว อย่าหวังจะได้กลับคืนมาทีเดียวนักเปรียบเหมือนอ้อยซึ่งเป็นอาหารโปรดของช้าง เมื่อตกเข้าไปอยู่ในปากช้างแล้ว “ยากที่จะง้างออกมาได้”

อัฐยายซื้อขนมยาย   
          หมายถึงการได้รับประโยชน์หรือได้รับทรัพย์จากผู้ใดผู้หนึ่ง แล้วเอาทรัพย์นั้นมาใช้กับผู้นั้นต่อ เข้าทำนองที่ว่า เอาเงินจากผู้นั้นมาแล้ว กลับเอาเงินนั้นไปซื้อของมีค่าจากผู้นั้นอีกโดยที่เราไม่ต้องลงทุนอะไรเลย แต่คนนั้นกลับเป็นฝ่ายต้องเข้าเนื้อ ตามความหมายตรงตัวของสำนวนอยู่แล้ว
 
เอาจมูกคนอื่นมาหายใจ
          สำนวนนี้ บางทีก็ว่า “ยืมจมูกคนอื่นเขามาหายใจ” มีความหมายไปในทำนองที่ว่า อาศัยความคิดหรือแรงของคนอื่นมาทำงานให้ตน โดยไม่คิดว่าจะได้รับผลเต็มเม็ดเต็มหน่วยเท่ากับที่ตนเองทำหรือไม่ และมักจะไม่ได้ผลดังที่ตนต้องการทีเดียวนัก

เอาใจเขามาใส่ใจเรา
         สำนวนนี้ มุ่งให้คำนึงว่า ควรจะมีความเห็นใจซึ่งกันและกัน หรือนึกถึงอกเขาอกเราบ้าง ว่าตัวเราจะรู้สึกอย่างไร ถ้าเขาทำอย่างนั้นกับเรา

เอาทองไปรู้กระเบื้อง 
          สำนวนนี้ ความหมายอย่างเดียวกับ “พิมเสนแลกกับเกลือ” ความหมายว่า ลดตัวเองลงไปต่อสู้กับคนที่ต่ำศักดิ์กว่า โดยไม่คู่ควรกัน

เอาหัวเดินต่างตีน 
         จะทำให้แปลกพิสดารออกไปอย่างไรก็ไม่ยอมเชื่อ หรือไม่เชื่อเป็นเด็ดขาด แต่สำนวนนี้มักเอามาใช้เป็นคำพนันขันต่อ เป็นทำนองว่า “ถ้าลื้ือทำได้ อั๊วยอม เอาหัวเดินต่างตีน”

ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก
salanluck.awardspace.com
siamtower.com

หมวด ห

          หอกมันแทงมัน  : หมายความว่า  เอาผลที่ได้มาจากการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้น  เป็นเครื่องดำเนินต่อไปโดยไม่ต้องลงทุนใหม่  เช่น  เอาเงินที่ได้จากการพนันเสี่ยงโชคนั้นลงไปเสี่ยงในการพนันต่อไป

         หมากัดอย่ากัดหมา  :  หมายความว่า  คนชั่ว  คนชั้นต่ำ  หรือพวกอันธพาลคิดร้ายหรือประทุษร้ายเราอย่างใดอย่าทำตอบ  แต่ควรหลีกเลี่ยงไปเสีย

         หมาเห่าใบตองแห้ง  :  หมายถึง  คนที่ชอบเอะอะโวยวายเป็นที่อวดตัวว่า  ตนเก่งกล้า  แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นคนขี้ขลาด  ไม่กล้าเผชิญกับศัตรู  เปรียบได้กับใบตองแห้งที่ติดกับต้นกล้วย  เวลาลมพัดมามีเสียงดังแกรกกรากหมาได้ยินเข้าหน่อยก็มักจะเห่าส่งเดช

         หมาเห่าไม่กัด  :  ความหมายอย่างเดียวกับ  “  หมาเห่าใบตองแห้ง “  ตามที่สังเกตเอาว่า  หมาที่เห่าเก่ง ๆ นั้นมักจะไม่กัด  และหมาที่ชอบกัดนั้นมักไม่เห่าง่าย

         หมาเห็นข้าวเปลือก  : หมายถึง  การได้เห็นแล้วอยากได้แต่ไม่มีทางที่จะได้  หรือเป็นประโยชน์แก่ตนเองจะโดยฐานะต่ำต้อยหรืออะไรก็ตาม  สำนวนที่เอา  ” หมา “  มาเปรียบนี้มีมาก  แต่มักหมายไปในทางไม่ดี  เช่น  หมาหัวเน่า ,  หมาสองราง  ฯลฯ

 

s221pc

          หมูจะหาม  เอาคานเข้ามาสอด  :  หมายถึง  การที่เข้าไปขัดขวางผลประโยชน์  หรือกิจการของคนอื่นที่เขากำลังจะสำเร็จอยู่แล้ว  สำนวนนี้มีต่อท้ายด้วยว่า  ” ผัวเมียเขาจะกอดเข้าไปข้างกลาง “  มีความหมายอย่างเดียวกัน

         หวานนอกขมใน  : หมายถึง  การใช้คำพูดหรือแสดงกิริยาให้อีกฝ่ายเห็นว่า  ดีต่อ  แต่แท้จริงภายในจิตใจกลับตรงกันข้ามกับกิริยาและวาจา

          หักด้ามพร้าด้วยเข่า  : หมายความว่า  ใช้วิธีบังคับหรือเตี่ยวเข็นเอาอย่างหักโหม  ตามความต้องการของตนเอง  โดยไม่คำนึงว่า  จะเกิดผลเสียอย่างไรบ้าง  ” พร้า “  หมายถึงมีดใหญ่ที่ใช้สับและฟัน  คนสมัยก่อน ๆ มักจะใช้คำพูดควบกันไปว่า  ” มีดพร้า “  และเป็นของประจำทุกครัวเรือน  จึงมักจะนิยมเอามาผูกสำนวน

          หัวมงกุฎท้ายมังกร  : หมายถึง  การทำอะไรที่ไม่เข้ากันหรือขัดกัน  เช่น  ประกอบอะไรขึ้นสักอย่างมีหัวกับท้ายหรือหางไม่เหมือนกัน  หรือไม่กลมกลืนกัน  สำนวนนี้มักมักพูดกันว่า  ” หัวมงกุฎท้ายมังกร “  ไปเสียแท้จริงแล้วต้องเป็น  ” มังกุ “  ไม่ใช่   ” มงกุฎ “  เพราะ ” มังกุ “  เป็นชื่อเรือต่อชนิดหนึ่ง และ ” มังกร “  ก็เป็นชื่อเรืออีกชนิดหนึ่งเหมือนกัน  สำนวนนี้เอาเรือที่ประดิษฐ์หัวเรือและท้ายเรือ  เป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ เช่น เรือหงษ์  เรือมังกร  มาเปรียบ

           หัวล้านนอกครู  :  สำนวนนี้ต่างกับคำว่า  ” หัวล้านได้หวี “  เพราะหมายถึง  คนที่ทำอะไรนอกแบบแผน  หรือไม่ทำอย่างที่คนธรรมดาเขาปฏิบัติกันอยู่ทั่วไป  โบราณมักจะเอาคนหัวล้านมาผูกเป็นประโยคสำนวน  หรือคำพังเพยส่วนมาก  เข้าใจว่า  คนหัวล้านในสมัยนั้นคงมีพฤติการณ์อะไรแปลก ๆ หรือเป็นจุดเด่นให้สังเกตได้ง่ายก็อาจเป็นได้

          หาเลือดกับปู  :  ความหมายอย่างเดียวกับสำนวนที่ว่า  ” รีดเลือดกับปู ”

          หาเหาใส่หัว  :  หมายความว่า  หาความลำบากมาใส่ตัวเองหรือเอาเรื่องของคนอื่นมาเป็นเรื่องที่ทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่ตัวเอง

s230ip

        หุงข้าวประชดหมา  ปิ้งปลาประชดแมว  : หมายความว่า  การทำประชดหรือทำแดกดันที่กลับเป็นผลร้ายแก่ตนเอง  เพราะธรรมดาแมวชอบกินปลา  ถ้ายิ่งปิ้งปลาให้แมวกินแบบประชดมาก ๆ แมวก็ยิ่งชอบ  แต่ตัวคนทำประชดจะต้องเสียผลมากขึ้น

          เห็นกงจักรเป็นดอกบัว  : หมายความว่า  เห็นสิ่งที่ไม่ดีเป็นดี  หรือเห็นผิดเป็นชอบ  คำว่า  ” กงจักร “  ซึ่ง หมายถึง  ” ไม่ดี “  และ  ” ดอกบัว ” ซึ่งหมายถึง  ” สิ่งดี “  นั้น  ได้เค้ามาจากนิทานชาดกเรื่อง  ” มิตตวินทุชาดก “  เมื่อพระโพธิ์เสวยชาติเป็นเทวดาและลงไปเที่ยวในเมืองนรก  ไปเห็นมิตตวินทุตกนรกมีกงจักรครอบอยู่บนหัวทรมานเจ็บปวด  แต่พระโพธิสัตว์  กลับมองเห็นกงจักรเป็นดอกบัว  มีสีสันสวยงาม  ก็ออหกปากขอกงจักรนั้นมาสวมบ้างเป็นการทำให้มิตตวินทุสิ้นกรรม  แต่ตัวพระโพธิสัตว์เองกลับต้องรับกรรมแทน

          เห็นขี้ดีกว่าไส้  : หมายความว่า เห็นคนอื่นดีกว่าญาติพี่น้องของตน

          เห็นเขาขึ้นคานนั่ง  เอามือประสานรัดก้น  :  ความในสำนวนนี้  แปลว่า  เห็นคนอื่นเขานั่งคานหาม  มีคนหามไป  ตัวเองก็เอามือประสานกันเข้า  ช้อนใต้กัน  เป็นทำนองว่า  ตนก็นั่งคานหามเหมือนกันเป็นความหมายถึงการแสดงความทะเยอทะยาน  ใฝ่สูงเกินศักดิ์  อยากจะทำตัวตามอย่างผู้สูงศักดิ์กับเขาบ้าง

           เห็นช้างขี้ขี้ตามช้าง :  สำนวนนี้  ความหมายอย่างเดียวกับ  ” เห็นเขาขึ้นคานนั่ง  เอามือประสานรัดก้น ”

          เหยียบเต่าเต็มตีน  :  หมายความว่า  ทำอะไรให้มั่นคงอย่าให้เกิดมีข้อผิดพลาดถึงเสียงานเสียการได้  สำนวนนี้  บางทีก็พูดว่า  ” เหยียบเต่าสองตีน “  เป็นการทำให้เต่าดิ้นหลุดไม่ได้

          เหยียบเรือสองแคม  : หมายความถึง  คนที่ทำอะไรไม่ซื่อตรง  และเป็นคนเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว  แม้จะยืนอยู่ข้างฝ่ายไหน  ก็ยังละโมบไปเข้าด้วยอีกฝ่ายหนึ่ง  อย่างมีเลห์เหลี่ยม  โดยมุ่งแต่ประโยชน์ฝ่ายเดียว  และการเอาตัวรอดเข้าไว้ก่อนอยู่เสมอ

         หินดีเหล็กดี  ตีทีเดียวก็ติด  :  สำนวนนี้  มุ่งหมายโดยเฉพาะถึงชายกับหญิง  ซึ่งรักใคร่ได้เสียกัน  ในทำนองที่ว่า  แม้จะได้เสียกันเพียงครั้งเดียว  ถ้าทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง  มีความสมบูรณ์ทัดเทียมกันก็อาจทำให้หญิงเกิดตั้งครรภ์ได้  โดยไม่จำเป็นต้องสมสู่กันหลายครั้ง  สำนวนนี้  เปรียบเอาหินไฟกับเหล็กมาตี  เพื่อทำให้เกิดประกายไฟติดชุด  คือนุ่นของคนในสมัยก่อน ๆ ซึ่งยังไม่มีไม้ขีดไฟใช้กันคือถ้าหินดีเหล็กดี  ตีครั้งเดียวก็เกิดประกายไฟติดทำให้เป็นไฟขึ้นมาใช้ได้

          หนามแหลมบ่มีคนเสี้ยม  :  สำนวนนี้  อธิบายไว้แล้วใน  ” มะนาวกลมเกลี้ยง  บ่มีคนกลึง ”

          หน้าไหว้หลังหลอก  :  สำนวนนี้มีความหมายอย่างเดียวกับ  ” ต่อหน้ามะพลับ  ลับหลังตะโกน “  คือต่อหน้าทำดีแต่ลับหลังตรงกันข้าม
  หว่านพืชหวังผล  หมายถึง  การลงทุนทำอะไรสักอย่างหนึ่ง  ก็ย่อมจะต้องหวังผลประโยชน์ตอบแทน

           หงายเก๋ง : แพ้ราบคาบ

         หญ้าปากคอก : คุ้นจนมองข้าม

         หนอนบ่อนไส : คนในบ้านหรือพวกเดียวกัน คิดทรยศ

         หนอนหนังสือ : คนที่หมกหมุ่นอยู่กับตำรับตำรา

         หนักแผ่นดิน : ไม่มีประโยชน์แก่ชาติบ้านเมือง

         หนักเอาเบาสู้ :  ขยันทำกิจการงานทุกชนิด ไม่เลือกงาน

         หนังหน้าไฟ : รับความเดือดร้อนก่อนผู้อื่น

         หน้าฉาก : ลักษณะท่าทีที่ปรากฎแก่คนทั่วไป

         หน้าต่างมีหู ประตูมีช่อง : ความลับรักษาได้ยาก

          หน้าเป็นม้าหมากรุก : หน้างอแสดงความโกรธ

         หน้าเลือด : ชอบขูดรีดเอาแต่ได้

         หน้าสิ่วหน้าขวาน : อยู่ในภาวะอันตราย เพราะอีกฝ่ายหนึ่งกำลังโกรธจัด

         หน้าใหญ่ใจโต : ใจกว้างจนเกินเหตุ

         หนามยอกอก : รู้สึกเหมือนมีอะไรมาทิ่มแทงใจอยู่ตลอดเวลา

         หนีร้อมมาพึ่งเย็น : หนีทุกข์จากที่อื่น มาพึ่งที่ใหม่

          หนูตกถังข้าวสาร : ชายที่ฐานะไม่ค่อยดี แต่งงานกับหญิงที่ร่ำรวย

          หนูติดจั่น : จนปัญญา

         หมดกระเป๋า : หมดเงิน ไม่มีเหลือ

         หมดตูด : หมดเงิน ไม่มีเหลือ

         หมดไส้หมดพุง : เปิดเผยเรื่องราวโดยละเอียด

         หมองูตายเพราะงู : ทำหน้าที่อะไรมักจะได้รับภัยจากหน้าที่นั้น

          หมอนกระแต : ไม่มีทางสู้

         หมอบราบคาบแก้ว : ไม่มีทางสู้ ไม่ขัดขืน

          หมาจนตรอก : ต่อสู้ทุกวิถีทาง

          หมาในรางหญ้า : หวงในสิ่งที่ตนเองไม่ได้ใช้ประโยชน์

          หมาหยอกไก : ทำพลางเล่นพลางจริง จริงหรือไม่จริงก็ได้

          หมาหัวเน่า : เป็นที่รังเกียจของคนอื่น ไม่สามารถเข้ากับใครได้

          หมาหางด้วน : คนที่ทำอะไรผิดพลาดจนได้รับความอับอาย แล้วชวนคนอื่นให้ทำตาม โดยยกย่องว่าสิ่งที่ทำนั้นดีควรทำตาม

         หมาเห่าใบตองแห้ง : การกระทำเชิงข่มขู่ให้กล้ว

         หมูในเล้า : สิ่งที่อยู่ในเงื้อมมือ

         หมูไปไก่มา : ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ตอบแทนกันและกัน

         หยิกแกมหยอก : เหน็บแนมทีเล่นทีจริง

          หวานคอแร้ง : ง่าย สะดวก

         หวังน้ำบ่อหน้า : หวังอย่างเลื่อนลอย

         หอกข้างแคร่ : คนใกล้ชิดอาจจะคิดทำร้าย ขึ้มมาเมื่อใดก็ได้

          หักลำ : ทำให้เสียท่า

          หัวกระทิ : ดีเด่นเป็นพิเศษ

          หัวกะไดไม่แห้ง : มีแขกมาเยือนอยู่เสมอ

          หัวแก้วหัวแหวน : เป็นที่รักใคร่เอ็นดู

          หัวชนกำแพง : สู้ไม่ถอย

         หัวเดียวกระเทียมลีบ : คนเดียวไม่มีพวก

         หัวนอนปลายตีน : หลักแหล่งที่อาศัย

         หัวไม่วาง หางไม่เว้น : ถูกใช้งานหนัก อยู่ตลอดเวลา

          หัวราน้ำ : ไม่ได้สติ

          หัวเรือใหญ่ : คนที่ชอบออกรับแทนผู้อื่น

          หัวหกก้นขวิด : เอาทุกอย่างเอาทุกทาง โดยไม่มีความหมาย

          หัวหมอ : คนที่ชอบอ้างกฎหมายเพื่อประโยชน์ของตน

          หัวหลักหัวตอ : สิ่งสำคัญที่เห็นเป็นสิ่งไม่สำคัญไป

          หางเครื่อง : ผู้ที่มีความสำคัญน้อยที่สุดในหมู่คณะนั้น

          หางแถว : ผู้น้อย ไม่มีความสำคัญ

          หาเช้ากินค่ำ : หาได้พอประทังชีวิตไปวันๆ

          หาตัวจับยาก : หาคนเทียบได้ยาก

          หามรุ่งหามค่ำ : ตลอดวัน ตลอดคืน
 
          หายเข้ากลีบเมฆ : หายลับไม่พบกันอีก

          หายใจไม่ทั่วท้อง : เป็นหว่งกังวลด้วยความไม่สบายใจ

          หาเศษหาเลย : หาประโยชน์เล็กๆ น้อยๆใส่ตัว

          เห็นดำเห็นแดง : ถึงขั้นแตกหัก

ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก
siamtower.com

baanjomyut.com

หมวด ส

สอนจระเข้ว่ายน้ำ
         หมายถึงการชี้ทางหรือสอนให้คนที่เป็นอยู่แล้วให้เก่งหรือชำนาญขึ้นไปอีก แต่มักมุ่งหมายโดยเฉพาะถึงการสอน หรือแนะนำคนชั่วประพฤติไม่ดีส่วนมาก
 
สอนหนังสือสังฆราช 
          สำนวนนี้ แตกต่างกับการสอนจระเข้ให้ว่ายน้ำ เพราะหมายถึงการสอนผู้ที่มีความรู้ดีเป็นเยี่ยมอยู่แล้ว โดยที่ไม่รู้ว่าคนผู้นั้นรู้หรือชำนาญดีกว่าตนเสียอีก ความหมายใกล้เคียงกับสำนวนที่ว่า “เอามะพร้าวห้าวไปขายสวน”
 
สัญชาติสุนัข อดขี้ไม่ได้
          สำนวนนี้ ใช้เป็นคำเปรียบเปรยถึงคนที่ประพฤติชั่ว ถึงจะเอามาอบรมเลี้ยงดูดีอย่างไร ก็อดประพฤติเช่นเดิมไม่ได้ เปรียบได้กับสุนัขส่วนมากซึ่งชอบกินขี้อยู่เสมอ แต่สมัยนี้เราไม่ค่อยจะได้เห็นดังว่า ก็เพราะส้วมถ่ายอุจาระของเราสมัยนี้มิดชิดไม่ค่อยเรี่ยราดเหมือนสมัยก่อน
 
สมภารกินไก่วัด
          เป็นสำนวนเปรียบเทียบที่มุ่งหมายโดยเฉพาะ ถึงผู้ชายที่มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าหรือผู้บังคับบัญชาที่มีหน้าที่ปกครองดูแลหญิงสาวหลาย ๆ คนภายในบ้านหรือภายในวงงาน แล้วก็ถือโอกาสเกี้ยวพาเอาหญิงสาวเหล่านั้น มาเป็นเครื่องเล่นของตนเสียโดยไม่เหมาะสม อีกทางหนึ่งอาจหมายถึงผู้มีอำนาจในการปกครอง ซึ่งชอบหาเศษหาเลยจากการ “คอรัปชั่น” ในหน้าที่ของตนเองก็ได้
  
สร้างวิมานในอากาศ
          หมายถึง การสร้างความฝันว่าตนเองจะต้องได้เป็นใหญ่หรือ มีเงินทองมั่งมีขึ้นแล้วจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ให้สมกับที่มีเงิน โดยที่ความใฝ่ฝันนั้นยังไม่แน่ว่าจะได้รับสมจริงหรือเปล่า
 
สาดน้ำรดกัน
          เป็นสำนวนที่หมายถึงการทะเลาะทุ่มเถียงด่าทอโต้ตอบกันไปมา ยังไม่ถึงขั้นที่ลงมือใช้อาวุธซึ่งเท่ากับว่า เอาน้ำมาสาดรดกันให้ต่างคนต่างเปียกด้วยกันทั้งสองข้าง
   
สาวไส้ให้กากิน
         หมายถึง การที่เอาความลับหรือเรื่องไม่ดีของตนเองหรือของพี่น้องของตนไปเปิดเผยให้คนอื่นฟัง โดยไม่ได้ประโยชน์อะไรแก่ตนเองเลย
   
สิบเบี้ยใกล้มือ
          หมายความว่า อะไรที่ควรจะได้และอยู่ใกล้หรือเป็นสิ่งที่คว้าได้ง่าย ก็ควรจะคว้าไว้ก่อนดีกว่าที่จะมองข้ามไป เพราะเห็นว่าเป็นของเล็กน้อยและไม่มุ่งเอาของใหญ่ข้างหน้า โดยที่ยังมองไม่เห็นเค้าเลย
  
สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ
          หมายความว่า เรื่องที่เล่าจากปากคนมาก ๆ ก็อย่าเพิ่งไปเชื่อถือทีเดียวนัก ต้องเห็นด้วยตาเองเสียก่อนและถ้าจะให้แน่จริง ๆ แล้ว ก็ต้องได้อยู่กับเหตุการณ์นั้นด้วย หรือเรียกว่าได้สัมผัสด้วยมือของตนเองจริงๆ จึงจะเป็นของแน่นอน
  
สิบคนเข้าไม่เท่าคนหนึ่งออก
          สำนวนนี้ หมายถึงคนในครอบครัวเรากับคนภายนอกบ้าน คือคนที่อยู่กับเราภายในบ้านนั้นย่อมมีความสัมพันธ์และคุ้นเคยรู้อกรู้ใจกันมากับเราเป็นอย่างดี หรือเปรียบได้กับคนที่ทำงาน อยู่ในบังคับบัญชาของเรามานาน ๆ ย่อมจะมีความชำนาญในหน้าที่ต่าง ๆ เป็นอย่างดีเมื่อมีคนต้องออกไปแล้ว จะหาคนมาอยู่ใหม่ แทนกี่สิบคนก็คงสู้คนเก่าที่ออกไปไม่ได้
   
สิบพ่อค้าไม่เท่าพระยาเลี้ยง
          สำนวนนี้ เนื่องจากว่าคนไทยในสมัยก่อน ๆ ถือว่า การเป็นพ่อค้าหรืออาชีพค้าขายนั้น สู้รับราชการขุนนางหรือข้าราชการไม่ได้ เพราะเหตุที่คนไทยในสมัยก่อนยังไม่มีความชำนาญในทางค้าขายดีพอ เมื่อไปทำมาค้าขายเข้า ก็มักประสบกับการขาดทุนมากกว่ากำไรสู้เป็นขุนนางหรือเป็นข้าราชการไม่ได้ เพราะพระเจ้าแผ่นดินหรือรัฐบาลชุบเลี้ยงให้มีเงินเดือน ซึ่งเท่ากับว่ามีแต่ทางได้ไม่มีทางขาดทุน
   
สิบรู้ไม่เท่าชำนาญ
          หมายความว่า ความรู้ต่าง ๆ ที่ร่ำเรียนมาทางหนังสือนั้น ถึงจะเรียนมามากเพียงไรก็สู้ความชำนาญที่ได้จากการปฏิบัติหรือประสบการณ์ด้วยตนเองมาก ๆ ไม่ได้ เรียกว่า เรียนรู้แต่ภาคทฤษฎี แต่พอลงมือปฏิบัติเข้าจริง ๆ แล้วกลับไม่ค่อยได้เรื่อง สู้คนที่เขาเรียนปฏิบัติจากของจริงมาก่อนไม่ได้
  
สีซอให้ควายฟัง
          เป็นสำนวนเปรียบเปรยถึงคนโง่เง่าหรือปัญญาทึบ ซึ่งแม้เราจะพร่ำสอนพร่ำบอกอย่างไรก็ไม่ได้เรื่อง หรือเปรียบได้กับคนที่ไม่ยอมเชื่อฟังคำสั่งสอน หรือคำแนะนำชี้แจงของผู้ที่รู้ทำให้ผู้อุตส่าห์แนะนำต้องเปล่าประโยชน์ หรือเสียเวลาในการไปคอยชี้แนะนำ
 
สี่ตีนยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง

          สำนวนนี้ มักจะใช้กันมาก เพราะเป็นสำนวนสุภาษิตที่เตือนใจให้คนเราอย่าทระนงหรือประมาท ไม่ว่าจะมีความรู้หรือปัญญาฉลาดปราดเปรื่องสักแค่ไหนถ้าประมานก็มีวันพลาดท่าเสียทีเขาลงได้ เพราะอุปมาเอาว่า “สี่ตีนยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง” เราผู้เป็นคนธรรมดาสามัญหรือมีความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ยิ่งจะมีทางพลาดพลั้งลงได้ง่าย โดยมีสำนวนต่อท้ายว่า “สองตีนโด่เด่ คงจะเซลงมาบ้าง”
  
สุกหัวกินหัว สุกหางกินหาง
          สำนวนนี้ มีความหมายทำนองเดียวกับ “สิบเบี้ยใกล้มือ” คือ ได้สิ่งไหนก่อนหรือง่ายก็ควรคว้าเข้าไว้ ไม่ควรรีรอเลือกมากเกินไป อาจจะชวดหรือไม่ได้เลยก็ได้ เปรียบกับปิ้งปลาเป็นอาหาร คือเห็นว่า สุกหัวกินหัว สุกหางกินหาง ไม่ต้องรอให้ปลาสุกทั้งตัวจะช้าการไป
  
สุรา นารี พาชี กีฬาบัตร
          สำนวนนี้เป็นคำพังเพยที่ระบุถึงอบายมุขทั้ง ๔ คือ สุรา(เหล้า) นารี(ผู้หญิง : มักเจาะจงถึงผู้หญิงคนเที่ยว) พาชี(ม้าแข่ง) กีฬาบัตร(การพนันจำพวกไพ่ เช่น ไพ่ป๊อก ไพ่ตอง) ว่าเป็นเหตุแห่งความฉิบหายของผู้ชายเราถ้าใครลงไปมั่วสุมเข้า หรืออีกทางหนึ่งหมายถึง คนที่เป็นนักเลงถึงพร้อม ๔ อย่าง หรือเกือบทุกอย่างซึ่งเรียกว่าเป็นนักเลงเต็มตัว แต่ไปในทางไม่ดีนัก
 
เส้นผมบังภูเขา
          หมายความว่า เป็นเรื่องที่ทำให้ต้องเสียเวลาคิดค้นหรือแก้ไขเกือบตาย แต่แท้จริงแล้วเป็นเรืองที่มีปัญหาอยู่นิดเดียว ซึ่งมองข้ามไป เลยทำให้เป็นเรื่องใหญ่หรืออีกทางหนึ่ง หมายความว่าเอาเรื่องเล็กน้อยมาบังหน้าเสีย เพื่อหลอกให้อีกฝ่ายเข้าใจเขวไป จนเลยไม่ทันคิดว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ที่เสียการ
   
เสี้ยมเขาควายให้ชนกัน
          หมายความว่า ยุยงให้เขาเกิดวิวาทบาดหมางกันแบบ “ยุให้รำ ตำให้รั่ว” (คำว่า “เสี้ยม”แปลว่า ลับ หรือทำให้เขาควายแหลมคมขึ้น เพื่อจะให้เข้าไปขวิดกัน)
  
ใส่ตะกร้าล้างน้ำ
          สำนวนนี้ เป็นคำเปรียบเปรยถึงการทำให้คนที่มีมลทิน หรือมีเรื่องเสียมาก่อนให้กลับเป็นคนดีหรือเป็นคนใหม่ที่บริสุทธิ์ขึ้นมา เปรียบเหมือนเอาปลาที่เหม็นคาว หรือมีกลิ่นมาใส่เกลือแช่สักพัก แล้วเอาใส่ตะกร้าล้างน้ำโดยวิธีจุ่มสงขึ้นหลาย ๆ หนเพื่อให้หมดกลิ่น สำนวนนี้มักใช้กับหญิงที่เสียความบริสุทธิ์ไปแล้วหรือมีราคี แล้วเอาชุบอบรมทำให้เป็นหญิงบริสุทธิ์คนใหม่เสีย
  
ไส้เป็นหนอน
          หมายถึง ญาติพี่น้องหรือคนในบ้านของตนเองไม่ซื่อสัตย์คิดร้ายหรือทรยศ ทำให้ตนต้องได้รับความเดือดร้อนและเสียหาย สำนวนนี้บางทีก็พูดว่า “หนอนบ่อนไส้”  โบราณมักเอาคำว่า “ไส้” มาเปรียบกับตัวเรา ญาติพี่น้องวงศ์วาร หรือความลับภายใน, เรื่องส่วนตัว ฯลฯ เป็นส่วนมาก เช่น “ไส้กี่ขด ๆ”(หมายถึงความลับภายในหรือเรื่องส่วนตัว) สาวไส้ให้กากิน, ไส้เป็นน้ำเหลือง ฯลฯ

ขอขอบคุณข้อมูล
salanluck.awardspace.com

เกมส์
เกมส์ สุดยอดเกมส์ Flash เกมส์ออนไลน์ ที่ให้คุณเล่นมากกว่า 10,000 เกมส์ เกมออนไลน์เล่นกันฟรีๆ เลือกหาเกมส์ที่ตรงใจ เล่นง่าย รวมเกมส์เป็นหมวดๆ เกมส์ทำอาหาร เกมส์แต่งตัว เกมส์ต่อสู้ เกมส์กีฬา เกมส์ยิง มากมายหลายแนว Action Game หรือเกมส์กระดาน ให้เลือกและกลับมาเล่นได้ไม่รู้เบื่อ หาเกมแฟลชที่ถูใจคุณได้ที่นี่
ฟังเพลง
ฟังเพลง ฟังเพลงออนไลน์ กับกระปุก Music Station ที่มีเพลงใหม่ อัลบั้มเพลงล่าสุด เพลงฮิต เพลงล่าสุด มิวสิควีดีโอ ฟังได้ตลอด 24 ชั่วโมง อัพเดททุกวัน Music Chart ฟังวิทยุออนไลน์ ให้คุณติดตามได้ทุกแนวเพลง Pop Rock เพลงไทย เพลงสากล เพลงลูกทุ่ง เพลงเพื่อชีวิต เพลงอินดี้ โค๊ดเพลง เนื้อเพลง Song Hits ริงโทน Fullsong ให้โหลด MV ดาวน์โหลดเพลง MP3 กระปุกมิวสิคสเตชั่น ศูนย์รวมเพลงของคุณ
ดูดวง
ดูดวง ดูดวงความรัก ตามหลักโหราศาสตร์ ดวงดาว ให้คุณดูดวงวันนี้ ดวงตามราศี จับคู่ดวงวันเกิด ดูดวงเนื้อคู่ หรือจะดูดวงไพ่ยิบซี Tarot ทำนายแม่นๆ ดวงชะตาของคุณผสานกับดวงดาว ที่ส่งผลให้กราฟชีวิต หน้าที่การงาน ความรัก ดวงการเงิน ดวงสุขภาพ ปีชง ทุกเรื่องที่คุฯอยากรู้ โหงวเฮ้ง ทำนายฝัน ฮวงจุ้ย ชื่อมงคล สีถูกโฉลก ดูลายมือ กับกระปุก Horoscope กระปุกดูดวง 2552 นี้มีดูดวงกับหมอลักษณ์ ด้วยนะ
ผลบอล
ผลบอล Kapook Football สุดยอดลูกหนัง Soccer ที่ให้คุณติดตามผลบอลสด ภาษาไทย แบบ Livescore ผลบอล จากฟุตบอลทุกลีค เช่น พรีเมียร์ลีค บอลอังกฤษ ยุโรป สเปน เยอร์มัน Live Soccer all around the world วิเคราะห์บอล ฟันธง ทีเด็ดครบครัน ทัศนะบอลจากสมาชิกขั้นเทพ ราคาบอล พร้อมอัตราต่อรอง และตารางการแข่งขัน โปรแกรมฟุตบอล คลิปฟุตบอล สุดมันส์ด้วยการทายผลบอล ทีเด็ด และข่าวฟุตบอล Update ถึงใจ จะเชียร์ทีมไหน แฟน แมนยู ลิเวอร์พูล เชลซี อาร์เซนอล หรือทีมฟุตบอลไหน พลาดแล้วจะเสียใจ กระปุกฟุตบอล ไม่เหมือนใคร คลิกด่วน
ดูทีวีย้อนหลัง
ดูทีวีย้อนหลัง กลับบ้านดูทีวีรายการโปรด ไม่ทัน! มาดูทีวีย้อนหลัง ดูทีวีออนไลน์ กับกระปุกทีวี ที่รวบรวมสถานีโทรทัศน์ ช่อง 3 ช่อง 5 ช่อง 7 ช่อง NBT TTV และช่องรายการดาวเทียม ให้คุณดูกันฟรีๆ ดูทีวีสดๆ หรือจะเลือกดูรายการย้อนหลัง ช่องกีฬา ละคร รายการ TV บนอินเทอร์เน็ต ได้แบบไม่พลาดกันอีกต่อไปได้แล้ว ละครย้อนหลัง ย้อนหลังรายการทีวีรายวัน Live TV on internet ตลอด 24 ชั่วโมง